ขณะที่นายเอกราช คันธโร ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาพัทยา กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำผิดตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช 2456 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2535 บัญญัติว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดเท ทิ้ง หรือทำด้วยประการใด ๆ ให้หิน กรวด ทราย ดิน โคลน อับเฉา สิ่งของ หรือสิ่งปฏิกูลใด ๆ ยกเว้นน้ำมัน และเคมีภัณฑ์ลงในแม่น้ำ ลำคลอง บึง อ่าง เก็บน้ำ หรือทะเลสาบ อันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน หรือทะเล ภายในน่านน้ำไทย อันจะเป็นเหตุให้เกิดการตื้นเขิน ตกตะกอนหรือสกปรก เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าท่า ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และต้องชดใช้เงินค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียในการขจัดสิ่งเหล่านั้นด้วย พร้อมทั้งจะทำการตรวจหาข้อเท็จจริงเพิ่ม และนำตัวผู้กระทำผิดดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมขยายว่ามีใครมีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง และสนับสนุนผู้กระทำผิดหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุดังกล่าวขึ้นอีก
ด้าน พ.ต.ต. อภิชาต จารุรักษ์ สารวัตรสถานีตำรวจท่องเที่ยว 4 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 กล่าวว่า ในส่วนของตำรวจท่องเที่ยว จะมีการประสานงานกับพนักงานสอบสวน เพื่อดูความผิดในมาตรอื่น ๆ นอกจากที่กล่าวมาแล้วนั้น ก็จะมีเรื่องของการนำข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์ และจะมีการดูว่าจะมีใครร่วมกระทำผิดอีกบ้าง อีกทั้งจะเร่งประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวต่อไป
ส่วน นายโอม (นามสมมุติ) ซึ่งเป็นบุคคลที่ปรากฏในคลิป ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับว่าเครียดมาก โดยเล่าว่า ตนเองเป็นเด็กจับเรือ หรือ หาเรือสปีดโบ๊ทข้ามฟาก ให้กับนักท่องเที่ยว ได้ปวดท้องหนัก แล้วก็ให้เขาขับเรือออกไปนอกกลางทะเล ก็ไม่ทราบว่าจะเป็นข่าวแบบนี้ แต่ในครั้งนี้ยอมรับว่า เป็นการกระทำที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ พร้อมทั้งขออภัยในสิ่งที่ทำลงไป และสัญญาว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก