คณะกรรมการควบคุมมลพิษ เห็นชอบกับ “มาตรการการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ปี 2567” โดยให้ความสำคัญกับการกำหนดพื้นที่เป้าหมายแบบมุ่งเป้าลดพื้นที่เผาไหม้ในพื้นที่เผาซ้ำซาก ได้แก่ 10 ป่าอนุรักษ์ 10 ป่าสงวนแห่งชาติ เน้นตรึงพื้นที่ จัดระเบียบควบคุมผู้ใช้ประโยชน์ ทำกติการ่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน เพิ่มประสิทธิภาพการบัญชาการสถานการณ์ไฟป่า ตั้งจุดตรวจสกัดเฝ้าระวังการเข้าออก ลาดตระเวน ดึงประชาชนเข้ามาเป็นแนวร่วม สำหรับพื้นที่เกษตรเผาไหม้ พัฒนา “ระบบตรวจสอบย้อนกลับ” (Traceability) และเร่งนำ “ระบบการรับรองผลผลิตทางเกษตรแบบไม่เผา” (GAP PM 2.5 Free) มาใช้ โดยเฉพาะรอบโรงไฟฟ้าชีวมวล จะมีการบริหารจัดการและเพิ่มมูลค่าเศษวัสดุการเกษตร สร้างกลไกการบริหารจัดการระดับชาติและระดับจังหวัด เพื่ออำนวยการ สั่งการ ระงับเหตุ ประสานเชื่อมโยงจากระดับนโยบายไปสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่
นายปิ่นสักก์ ระบุ ในที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมมลพิษ มีมติให้มีการตั้งคณะกรรมการแห่งชาติเพื่อสั่งการระดับชาติ และศูนย์ปฏิบัติการระดับจังหวัดแบบถาวร ยกระดับการเจรจาเป็นระดับทวิภาคีและใช้เงื่อนไขทางการค้าเพื่อลดปัญหาหมอกควันข้ามแดน สื่อสารให้ตรงจุดและต่อเนื่อง บูรณาการงบประมาณประเด็นการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง โดยดึงภาคเอกชนร่วมลงทุนแก้ไขปัญหา โดยให้สิทธิประโยชน์และแรงจูงใจตอบแทน โดยมีเป้าหมาย ดังนี้
1) พื้นที่เผาไหม้ 10 ป่าอนุรักษ์ 10 ป่าสงวน ลดลงร้อยละ 50
2) พื้นที่เกษตรกรรมเผาไหม้ ลดลงร้อยละ 50
3) ค่าเฉลี่ยฝุ่นละออง PM2.5 ลดลงร้อยละ 40
4) จำนวนวันที่ฝุ่นละออง PM2.5 เกินมาตรฐาน ลดลงร้อยละ 30