จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงโทรติดต่อตน ในฐานะแม่ ตามที่ลูกสาวให้เบอร์ฉุกเฉินไว้ แต่ตนก็ไม่ได้รับสาย เนื่องจากเป็นเบอร์แปลก กระทั่งวันที่ 26 ก.ค. 2566 เจ้าหน้าที่โทรมาอีกครั้งแจ้งข่าวร้ายว่า พบศพลูกอยู่ที่ซอกตึก บริเวณชั้น 8 จากการตรวจสอบที่ริมสุดของทางเดินชั้น 8 ที่คาดว่าตกลงมาไม่มีร่องรอยการต่อสู้ และไม่พบลายนิ้วมือหรือรอยเท้าผู้อื่น ตำรวจจึงลงความเห็นว่าเป็นการอัตวิบากกรรม หรือฆ่าตัวตาย ซึ่งตนไม่เชื่อว่าลูกสาวจะฆ่าตัวตาย เพราะไม่มีสาเหตุแรงจูงใจอะไร ลูกสาวตั้งใจจะไปทำงานหาเงินส่งมาให้แม่เปิดร้านน้ำ โดยฝากลูกชาย 4 ขวบไว้ให้แม่เลี้ยง ถ้าจะฆ่าตัวตายลูกสาวคงไม่ต้องเดินทางไปถึงญี่ปุ่น ตนสงสัยสาเหตุการเสียชีวิตของลูก แต่แม่ไม่มีเงินที่จะเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อหาข้อเท็จจริง
นางสาวสมพร กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา ทางสถานทูตได้ช่วยดำเนินการเผาศพลูกสาวแล้ว แต่ตนไม่มีค่าใช้จ่ายในการส่งอัฐิกลับมาประเทศไทย ซึ่งต้องใช้เงินประมาณ 7 หมื่นกว่าบาท ตนมีฐานะยากจน และยังต้องเลี้ยงดูหลานชายวัย 4 ขวบ จึงตัดสินใจเข้าร้องทุกข์มูลนิธิปวีณาฯ