อย่าหาทำ! รวบหนุ่มเมียนมา อัดคลิปถือปืนขู่คูเวต อ้างถ่ายคอนเทนต์ลง TikTok
02 ส.ค. 2566 | titayu_pur

อย่าหาทำ! รวบแล้วหนุ่มเมียนมา มืออัดคลิปถือปืนขู่คูเวต ที่แท้ถ่ายคอนเทนต์ลง TikTok แต่ตำรวจไม่ขำด้วย เจอแจ้ง 2 ข้อหาหนัก
ข่าว
02 ส.ค. 2566 | titayu_pur

อย่าหาทำ! รวบแล้วหนุ่มเมียนมา มืออัดคลิปถือปืนขู่คูเวต ที่แท้ถ่ายคอนเทนต์ลง TikTok แต่ตำรวจไม่ขำด้วย เจอแจ้ง 2 ข้อหาหนัก
2 สิงหาคม 2566 ความคืบหน้ากรณี โซเชียลมีการแชร์คลิป ชายชาวต่างชาติ อายุประมาณ 20 - 30 ปี สูงประมาณ 170 เซนติเมตร สวมเสื้อเชิ้ตสีดำ กางเกงขายาวสีดำ ถืออาวุธปืนกวัดแกว่งไปมา ข่มขู่นักท่องเที่ยวชาวคูเวต กว่า 10 คน ให้นั่งเรียงกัน ทั้งยังใช้จ่อศีรษะนักท่องเที่ยวรายหนึ่งด้วย โดยมีข้อมูลว่าเหตุเกิดบริเวณจุดชมวิว เขา สทร. ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งขณะนี้ ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา ได้สนธิกำลัง ตม.-ท่องเที่ยว เข้าตรวจสอบจุดชมวิว เขา สทร. พร้อมเร่งติดตามตัวมาสอบสวน ตามที่นำเสนอไปนั้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
ตร. เร่งตรวจสอบ คลิปต่างชาติสุดกร่าง ใช้ปืนขู่แก๊งคูเวต บนจุดชมวิวพัทยา
ล่าสุด เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา พ.ต.อ.ฐนพงศ์ โพธิ์ทิ ผู้กำกับ สภ.เมืองพัทยา พร้อม พ.ต.อ.ปริญญา กลิ่นเกษร ผู้กำกับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จ.ชลบุรี และ พ.ต.ท.พิชญะ เขียวเปลื้อง สารวัตรท่องเที่ยว 4 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1
พร้อมทีมชุดสืบสวน ทำการควบคุมตัว 2 ชาวเมียนมา คือ นายแก้ว ชอ อายุ 25 ปี และ นายซีน อายุ 22 ปี ได้ที่ร้านสะดวกซื้อ ภายในซอยบงกช พัทยากลาง พร้อมปืนไฟแช็กสีดำ อยู่ใต้เบาะรถจักรยานยนต์ ก่อนจะพาไปค้นบ้าน ห่างจากร้านสะดวกซื้อ ประมาณ 100 เมตร เพื่อไปเอาเสื้อผ้าชุด ที่สวมใส่ที่เหมือนในคลิป
สอบสวนเบื้องต้น นายแก้ว ชอ ให้การรับสารภาพว่า เมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมา ตนและนายซีน ได้ชักชวนกันไปนั่งเล่น บริเวณจุดชมวิวบน เขาพระตำหนักพัทยาใต้ จากนั้นได้มีกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวคูเวต ประมาณ 10 - 15 คน ขี่รถจักรยานยนต์ ขึ้นมาบนเขา และเมื่อเห็นว่า ตนถือปืนไฟแช็ก เพื่อจุดบุหรี่สูบ จึงเดินเข้ามาหา และมีการพูดคุยเป็นภาษาอังกฤษ โดยกลุ่มชาวคูเวต ได้อ้อนวอน ให้ถ่ายคลิปวิดีโอ โดยเป็นการสมมุติเหตุการณ์แนวแอ็คชั่น
โดยให้ตนแสดงเป็นมาเฟีย ถือปืนจี้เอาเงิน และบังคับให้นั่งเรียงริมระเบียงจุดชมวิว มี นายซีน เพื่อนอีกคน ใช้โทรศัพท์มือถือ ของชาวคูเวตเป็นคนถ่าย จนเป็นคลิปตามที่ปรากฏ เพื่อนำเอาไปลงโลกโซเซียล แต่ก็ไม่คาดคิดว่า คลิปดังกล่าวจะนำไปแชร์ต่อ ๆ กันจำนวนมาก อีกทั้งยืนยันว่า ไม่มีเจตนาเป็นอย่างอื่น
เบื้องต้น ตำรวจเปิดเผยว่า พฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายความผิด
1.ร่วมกันแกล้งบอกเล่าความเท็จให้เลื่องลือ จนเป็นเหตุให้ประชาชนตกใจ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 384 ระหว่างโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2.นำข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 (2) , (5) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนี้ ตำรวจยังฝากไปถึง กลุ่มยูทูบเบอร์ต่าง ๆ หากมีแนวคิด จะสร้างคอนเทนต์ การใช้ความรุนแรงในลักษณะนี้ ควรพิจารณาและนึกถึงภาพลักษณ์ ของประเทศไทยด้วย เหมือนกับกรณีนี้ ทางตำรวจจะดำเนินคดีตามกฎหมาย อย่างเด็ดขาดต่อไป