ดร.พันธุ์ทิพย์ กล่าวว่า อีกเรื่องคือ หลักกฎหมายระหว่างประเทศ เรื่องตลาดแรงงานที่เสรีและเป็นธรรม ซึ่งรัฐบาลไทยตั้งแต่ ยุคที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี ก็คิดออกว่า การเปิดตลาดแรงงานไร้ฝีมือ ที่ขาดแคลน ให้คนจากเมียนมา เป็นความคิดที่ถูกต้อง
ซึ่ง สภาความมั่นคงแห่งชาติ ก็คิดออกตั้งแต่ปี 35 ว่า ถ้าจะจับคนจากเมียนมา ที่เข้าเมืองผิดกฎหมายในแต่ละวัน คงไม่มีห้องกักเพียงพอ ดังนั้นการเอาพวกผู้ใหญ่ มาขึ้นทะเบียนแรงงาน เพื่อทำงานในตลาดงานไร้ฝีมือ ที่ยากลำบาก ส่วนเด็ก ๆ ก็ให้เรียนตามมาตรฐาน การศึกษาแบบสากล จึงเป็นเหตุให้มีทายาทรุ่นสอง จากเมียนมา มาทำงานกึ่งไร้ฝีมือ หรือมีฝีมือจำนวนมาก ในนิคมอุตสาหกรรมชายทะเล ความขาดแคลนแรงงานของไทย จึงพอแก้ไขในรอบ 20 ปี ที่ผ่านมา
“ใคร ๆ ก็รู้ว่า แรงงานจากเมียนมา จำเป็นต่อเศรษฐกิจไทย ที่มีแต่ผู้สูงวัยมากขึ้นทุกวัน และคนหนุ่มสาวทิ้งไปอาศัยในต่างประเทศ ระบบการขึ้นทะเบียนแรงงานไร้ฝีมือ ที่สร้างออกมาอย่างดีในปี 47 จนถึงปัจจุบัน ทำให้กระทรวงแรงงานของไทย เข้าใจการจัดการคนเมียนมา ที่เข้าเมืองผิดกฎหมายให้เป็นถูก จึงสงสัยมากว่า ระบบราชการอีกส่วนที่อ่างทอง หรือที่ ดย. ลืมประสบการณ์ในส่วนนี้ไปได้อย่างไร สงสัยจริง ๆ"
รองศาสตราจารย์ คณะนิติศาสตร์กล่าวว่า เรื่องที่คาใจคนสอนกฎหมายมากคือ มีความตกลงในเสาหลักอาเซียน ทางสังคมและวัฒนธรรม ในเรื่องการพัฒนาเด็กอาเซียน ดังนั้น ก่อนจะอพยพเด็กจากอ่างทอง คณะกรรมการคุ้มครองเด็กที่อ่างทอง มีโอกาสคิดถึงพันธกรณี ตาม กฎบัตรอาเซียน นี้หรือไม่ แล้วมาที่เชียงราย ได้มีการประชุมคณะกรรมการ คุ้มครองเด็กจังหวัดเชียงราย หรือไม่
“มีหลายคำถาม ทางกฎหมายคุ้มครองเด็กที่ควรตอบ ทั้งในระดับโลกและอาเซียน ขอเตือนว่า ถ้าคนทำงานคุ้มครองเด็ก ในระดับจังหวัดและระดับชาติ ลืมไปว่า กฎหมายดังกล่าวมีอยู่ ก็เตรียมตัวรับผิดชอบ ในทางระหว่างประเทศได้เลย การรีบผลักเด็กออกไป ให้พ้นหูพ้นตา ไม่ใช่ผลงานที่ดี แก้ไขปัญหาแบบยั่งยืน อย่างที่ทำกันในช่วงปี 53 เป็นต้นมา จะดีกว่า จึงควรกลับไปทบทวน"
พบนักเรียนกว่า 50 คนได้รหัส G แล้ว แต่ถูกใช้ พ.ร.บ.คนเข้าเมืองบังคับ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เด็กนักเรียน 126 คน ที่ถูกนำมาพักไว้ที่บ้านเด็กต่าง ๆ 5 แห่ง ในจังหวัดเชียงราย ได้ถูกส่งกลับประเทศเมียนมา ทางด่านแม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย เกือบหมดแล้ว ที่เหลือถูกนำมาพักอยู่ที่ บ้านเด็กและครอบครัว ใน อ.แม่จัน
อย่างไรก็ตาม มีเด็กบางส่วน ต้องการที่จะเดินทางกลับเข้ามาเรียน ในโรงเรียนฝั่งไทยอีก แต่ยังไม่มีหน่วยงานของรัฐบาลไทย ให้ความช่วยเหลือ ส่วนใหญ่เป็นเด็ก ที่มีฐานะยากจน และต้องการที่มาอยู่โรงเรียนประจำ ที่มีที่พักด้วย เพราะไม่สะดวกที่จะเดินทาง ข้ามแดนไปเช้า - เย็นกลับ
จากการตรวจสอบพบว่า ในจำนวนเด็ก 126 คน มี 54 คน เคยเรียนในโรงเรียนฝั่งประเทศไทย ก่อนที่จะย้ายไปโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 โดยเด็กเหล่านี้ ได้รหัส G แล้ว นั่นหมายความว่า รัฐบาลไทยเคยจัดเงินอุดหนุนให้ตามระเบียบ มีการลงทะเบียนเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ไว้แล้วตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ แต่เมื่อเกิดเรื่องขึ้น และมีการอ้างความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง ทำให้เด็ก ๆ ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ทำให้เห็นถึงความสับสน ในการใช้กฏหมายแต่ละฉบับ
เด็กนักเรียนรายหนึ่ง อายุ 11 ปี อยู่ชั้น ป.2 ซึ่งเป็น 1 ในจำนวน 126 คน กล่าวว่า ตนถูกส่งกลับไปที่ท่าขี้เหล็ก ได้ราว 1 สัปดาห์แล้ว แต่อยากกลับไปเรียนที่ฝั่งไทยอีก โดยอาจจะไปเรียน ที่โรงเรียนแห่งเดียวกับพี่ชาย ตนอยากเรียนให้จบสูง ๆ รู้สึกเสียใจมาก ที่ออกจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 เพราะอยู่ที่นั่นสนุก และคิดถึงเพื่อน ๆ และผู้อำนวยการโรงเรียนที่ใจดี