นายอุทัย เล่าว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดเมื่อช่วงบ่าย วันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา ตนเองขับรถออกไปส่งพัสดุให้ลูกค้าในเขตเทศบาลเมืองนางรอง ใช้ถนนหมายเลข 24 ผ่านหน้าห้างทวีกิจ ไปที่ห้างฮกกี่ ก่อนจะวนไปส่งในหมู่บ้านจัดสรร บขส.นางรอง ซึ่งเป็นรายของลูกค้าที่พัสดุหาย พอไปถึงบ้านลูกค้ารายนี้กลับหาพัสดุไม่เจอ จึงบอกกับลูกค้าว่าขอกลับไปดูที่ไปรษณีย์อีกรอบ เพราะอาจจะนำพัสดุมาไม่ครบหรืออาจจะตกหล่นหรือไม่
พอกลับไปดูที่ไปรษณีย์ก็ไม่พบ จึงรีบขี่รถจักรยานยนต์ไปหาลูกค้าและบอกว่าพัสดุหายไป ตอนนั้นเครื่องที่ตนใช้งานบันทึกข้อมูลพัสดุ มีเหงื่อหยดไปโดนหน้าจอทำให้ระบบรวนไปโดนเซ็นรับพัสดุเอง ทั้งที่ยังไม่มีการส่งพัสดุให้ลูกค้า
กระทั่งวันที่ 3 เมษายน ได้เข้าไปพูดคุยกับลูกค้าเจ้าของพัสดุที่โรงพัก เพราะลูกค้าได้แจ้งความเอาไว้ จากนั้นวันที่ 4 เมษายน ตนเลยขอให้เพจเฟชบุ๊กต่าง ๆ ช่วยโพสต์ตามหากล่องพัสดุที่สูญหาย แต่ก็ไม่มีใครแจ้งว่าพบพัสดุดังกล่าว และได้เดินทางไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3-4 ครั้ง ล่าสุดคือ วันที่ 12 พฤษภาคม วันนั้นทางตำรวจบอกว่าให้ตนยอมรับผิดและชดใช้ตามมูลค่าสินค้าในนั้นที่หายไป โดยสินค้าเป็นพระเครื่องและเครื่องรางรวม 3 ชิ้น รวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท ตนไม่รู้จะทำอย่างไรและไม่มีใครให้ปรึกษา จึงยอมเซ็นไปก่อน
เอกสารที่เซ็นระบุให้จ่ายงวดแรกวันที่ 15 มิถุนายน จำนวน 50,000 บาท ที่เหลือก็ทยอยจ่าย ตนก็ไม่รู้จะหาเงินที่ไหนไปจ่าย และอยากให้มีการตรวจสอบให้ชัดเจนว่าที่จริงพัสดุดังกล่าวหายไปไหน เพราะยืนยันว่าไม่ได้เอาไปแน่นอน อยากได้ความเป็นธรรมด้วย