จากการทำคดีทำให้เห็นถึงวงจรผลประโยชน์ขนาดใหญ่ ที่ทำให้ปัญหาส่วยรถบรรทุก เรื้อรังมานานในสังคมไทย เพราะมีผู้ได้รับผลประโยชน์ร่วมกันหลายฝ่ายใช่หรือไม่ จึงต้องตรวจสอบจากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ ตั้งแต่ตำรวจ ผู้ประกอบการที่ต้องการเพิ่มกำไรด้วยการบรรทุกน้ำหนักเกิน รวมไปถึงด่านชั่งน้ำหนักต่าง ๆ และยังต้องตรวจสอบด้วยว่าเงินถูกส่งต่อไปตามสายบังคับบัญชาอีกหรือไม่ เพราะมีเงินหมุนเวียนในระบบนี้หลักพันล้านบาทต่อปี นั้นเป็นเพียงประเภทที่ 1 ของส่วยรถบรรทุกเมื่อประมาณปี 2560-2561
การเรียกเก็บส่วย ประเภทที่ 1 เป็นขบวนการที่ร่วมมือกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐหลายฝ่ายกับผู้ประกอบการรถบรรทุกบางรายที่ต้องการกำไรเพิ่มจากการบรรทุกน้ำหนักเกิน และนำเงินส่วนหนึ่งที่ได้กำไรเพิ่มมาจ่ายส่วย เป็นกลุ่มที่เอาเปรียบสังคม ทำให้ถนนเสียหาย เอาเปรียบผู้ประกอบการรายอื่นที่ทำถูกต้อง กลุ่มนี้คือกลุ่มที่ใช้ "สติกเกอร์" เป็นสัญลักษณ์
ประเภทที่ 2 ผู้ประกอบการที่บรรทุกน้ำหนักถูกต้องตามกฎหมาย แต่อาจมีความผิดเล็กน้อยที่เกิดขึ้นได้บ่อย ๆ เช่น วิ่งเลนขวา ไฟขาด แต่งตัวไม่เรียบร้อย ผ้าคลุมกันฝุ่นไม่เรียบร้อย จะถูกเรียกตั้งข้อหาให้เสียค่าปรับแบบจุกจิก พร้อมถูกยื่นข้อเสนอ บีบให้เจ้าของบริษัทยอมจ่ายส่วยเป็นรายเดือนแทน เพราะเสียน้อยกว่าถูกเรียกเก็บบ่อย ๆ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เสียเปรียบจากการที่กฎหมายเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้ดุลยพินิจในการจับกุมรถได้อีก กลุ่มนี้ไม่มีสติกเกอร์ แต่จะรู้กันว่าบริษัทไหนจ่ายแล้วบ้าง
ประเภทที่ 3 รถบรรทุกของสถานประกอบการขนาดใหญ่ แบรนด์ดัง กลุ่มนี้จะมีโลโก้แบรนด์เด่นอยู่ที่รถ ไม่ถูกเรียกเก็บส่วยตามรายทาง และไม่ต้องซื้อสติกเกอร์