โดยพระครูอดิศัยกิจจานุวัตร เจ้าคณะตำบลอุทัยสวรรค์เขต 2 และเป็นเจ้าอาวาสวัดราษฎร์สามัคคี วัดที่เกิดเหตุ เล่าว่า พระลูกวัดทั้งสอง เคยจำพรรษาอยู่ ช่วงหนึ่งเมื่อหลายปีแล้ว แล้วแยกย้ายกันไปอยู่ที่อื่น โดยพระวันดีซึ่งอายุมากกว่า ได้สึกไปแต่งงานมีครอบครัวภายหลังภรรยาเสียชีวิตจึงบวชใหม่ ก่อนจะย้ายกลับมาอยู่ที่วัดราษฎร์สามัคคีได้ ประมาณ 5 ปี
ช่วงย้ายเข้ามา ระยะหลัง เจ้าอาวาสได้ให้ไปอาศัยจำวัดอยู่ ในกุฏิใกล้เคียงกัน พระวีระพงษ์ซึ่งพรรษาแก่กว่า ไม่พอใจที่พระวันดี ไม่ยอมลงให้มักจะแย่งชิงที่นั่งในพิธีต่างๆ เหนือกว่าตน จึงมีการพูดจา ต่อว่ากันหลายครั้ง ภายหลัง พระวีระพงษ์เคยไปฟ้องเจ้าอาวาส ให้จัดการเรื่องที่นั่งให้ถูกต้อง เนื่องด้วยตนแก่พรรษากว่า พระครูอดิศัยกิจจานุวัฒน์ เจ้าอาวาสได้พยายามไกล่เกลี่ย ให้ลอมชอมกัน แต่ไม่สำเร็จ เมื่ออยู่ลับหลังมักจะมีการพูดจากระทบกันอยู่บ่อยครั้ง โดยเจ้าอาวาสไม่ทราบ
จนกระทั่งวันเกิดเหตุ เจ้าอาวาสได้ยินเสียงปืน 3 นัด เมื่อลุกขึ้นหันไปมอง ก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีก 2 นัดพบว่าพระวีระพงษ์ วิ่งลากขากระเผลก มาทางกุฏิเจ้าอาวาสๆจึงเดินเข้าไปห้าม พระวันดีที่ถือปืนตามมา พระวันดีเชื่อฟังจึงกลับไปนั่งที่กุฏิของตน เจ้าอาวาสจึงโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ ประสานโรงพยาบาลนากลางนำรถมารับ พระวีระพงษ์ไปรักษา โดยก่อนที่ทางตำรวจจะควบคุมตัว พระวันดีผู้ก่อเหตุ ทางพระครูอดิศัยกิจจานุวัฒน์ได้ทำการสึกจากพระให้พระวันดีที่กุฏิของพระวันดีเอง