น.ส.ภคมน กล่าวอีกว่า ต้องเข้าใจว่าเราก็ไม่ได้เอาแต่ใจ เหตุผล 5 วัน เพราะเรายื่นไป 18 รัฐมนตรี วันนี้การเตรียมการภายใน เรามีการเตรียมการอยู่แล้ว อย่างเช่น สส.แต่ละคน เขามีเวลา 40 นาที หรือ 1.30 ชั่วโมง ถ้าคุณบีบเหลือ 3 วัน ทุกอย่างที่เตรียมไว้ เนื้อหาสาระ พี่น้องประชาชนอาจจะได้ไม่ครบ คือมันก็วุ่นวายไปหมด และไม่ใช่แค่พรรคประชาชน เวลาที่จะต้องจัดสรรให้พรรคฝ่ายค้านอื่น อย่างพรรคประชาธิปัตย์อีก คิดว่าวันนี้สปิริตในการที่จะให้เวลามันสำคัญ
"ขอย้ำว่าเวลามันไม่ได้เป็นของคุณ แต่เกิดจากการตกลงร่วมกันมากกว่า วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมีความวุ่นวาย เยอะแยะ เละเทะไปหมด กับอีแค่เวลา 5 วัน ทำไมคุณอดทนฟังการซักฟอกไม่ได้ พี่น้องประชาชนเขาต้องอดทนมากับความไม่มีศักยภาพ ความไม่มีฝีมือของคุณมา 5-6 เดือนแล้ว คิดว่าวันนี้รัฐบาลควรมีสปิริต แล้วไอ้ประเภทที่ไปพูดว่าก็ให้เวลาแล้ว คุณเพิ่มมาวันหนึ่ง เป็นวันจันทร์ที่ 26 ต.ค. แล้วมาตกลงในห้องว่าวันจันทร์ขอครึ่งวัน แบบนี้ไม่เรียก 4 วัน แต่เรียก 3 วันครึ่ง"
เมื่อถามว่าหากรัฐบาลยื้อไปจนปิดสมัยประชุมสภาในวันที่ 22 ธ.ค. จะทำให้ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตกไปหรือไม่ น.ส.ภคมน กล่าวว่า โดยปกติที่ผ่านมาหลายๆ รัฐบาลคงไม่ถึงขนาดนั้น แต่ถ้าพูดกันตรงๆ รัฐบาลนี้ก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายที่เขาจะทำอะไรก็ได้ โดยที่ไม่สนใจใคร แต่เราก็ต้องยืนยันจนถึงที่สุดก่อนว่านี่เป็นสิทธิของฝ่ายค้าน นี่คือญัตติและงานของฝ่ายค้าน เราแค่ขอความร่วมมือให้คุณอยู่ในช่วงเวลาที่เราต้องการ วันที่คุณจะแถลงนโยบาย เราไม่เห็นไปยุ่งเลย ฝ่ายค้านก็นั่งรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาล เช่นเดียวกัน วันนี้ฝ่ายค้านยื่นญัตติในเวลาเท่านี้ คุณเองก็ควรจะให้เวลามานั่งฟังการซักฟอก นอกเสียจากว่าคุณกลัวการซักฟอกเท่านั้น
เมื่อถามถึงกรณี นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะวิปรัฐบาล เรียกร้องให้ฝ่ายค้านกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา พร้อมระบุว่า ที่ฝ่ายค้านวอล์กเอาท์จากวงหารือเป็นเพราะเวลาไม่พอ หรือไม่พร้อมอภิปรายนั้น น.ส.ภคมน กล่าวว่า มันจะเจรจาได้อย่างไร ในเมื่อพูดกันไม่รู้เรื่อง วันนี้พูดอีกอย่าง พอคุณกลับไปฐานที่มั่นของคุณ คุณกลับมาบอกว่าเป็น 4 วันนะ แต่วันจันทร์ขอให้เป็นครึ่งวัน ตนคิดว่าวันนี้คนที่มานั่งเจรจาในห้องไม่ใช่ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจจริง ดังนั้นคุณไปฟังคำสั่งมาให้เสร็จแล้วก็เอาสิ่งที่ฝ่ายค้านต้องการไปรายงานให้เสร็จ ไปคิดฉากทัศน์มาให้เสร็จแล้วมาคุยกันในห้อง จึงจะสามารถจบในห้องได้ อีกอย่างตัวแปรที่สำคัญที่สุดนั่นคือประธานสภา ซึ่งไม่ได้เข้ามาเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้การประชุมราบรื่น แต่ประธานสภาเป็นผู้เล่นเสียเอง มีการขู่ด้วยว่าถ้าคุยกันไม่ได้ก็ปิดประชุม และมีอารมณ์ตลอดเวลา อันนี้ตนคิดว่าไม่น่าจะใช่บทบาทของประธานสภา
“ส่วนที่บอกว่าพรรคฝ่ายค้านไม่พร้อมอภิปรายหรือไม่นั้น มันเป็นเรื่องของเรา อย่างที่บอกว่ามันเป็นเวลาของเรา คุณไม่ต้องมายุ่ง มันไม่ใช่เวลาที่ข้อมือคุณ มันเป็นเวลาของเราที่เราขอเท่านั้นเอง แล้วคุณล่ะ ทำไมคุณถึงเลือกจะเอาวันที่ 27 ต.ค. ให้ได้ คุณไปดูฤกษ์มาแล้วไง ไปดูดวงมาแล้ว ว่าวันนี้จะชนะ ไม่เพลี่ยงพล้ำ เท่านั้นเอง เรื่องจะมีข้อมูลหรือไม่ ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล หน้าที่ของรัฐบาลคืออำนวยความสะดวก เวลาตามที่ฝ่ายค้านขอ” น.ส.ภคมน กล่าว