กรวีร์ งัดสถิติยันรัฐบาลให้เวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจ 48 ชม.
22 ต.ค. 2569 | titayu_pur

กรวีร์ ปริศนานันทกุล งัดสถิติทลายข้อกล่าวหา ยันรัฐบาลภูมิใจไทยให้เวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจ 48 ชม. มากสุด ย้อนถามฝ่ายค้านพร้อมซักฟอกจริงหรือยัง
ข่าว
22 ต.ค. 2569 | titayu_pur

กรวีร์ ปริศนานันทกุล งัดสถิติทลายข้อกล่าวหา ยันรัฐบาลภูมิใจไทยให้เวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจ 48 ชม. มากสุด ย้อนถามฝ่ายค้านพร้อมซักฟอกจริงหรือยัง
KEY
POINTS
22 ตุลาคม 2569 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาล ชี้แจงผลการหารือวิป 3 ฝ่าย ที่จบลงด้วยการวอล์คเอาต์ของฝ่ายค้าน โดยขยายเวลา อภิปรายไม่ไว้วางใจ เพิ่มเป็น 4 วัน รวม 45-48 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 26-29 ตุลาคม ก่อนลงมติวันที่ 30 ตุลาคม 2569 พร้อมย้อนสถิติสมัยยุคประยุทธ์เพื่อยืนยันว่า รัฐบาล ไม่ได้ปิดปากหรือใจแคบ และตั้งคำถามกลับไปยัง ฝ่ายค้าน ว่ามีความพร้อมที่จะตรวจสอบ รัฐมนตรี จริงหรือไม่
ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วม (วิป) รัฐบาล ให้สัมภาษณ์ภายหลังหารือวิป 3 ฝ่าย ในการกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า เบื้องต้นค่อนข้างผิดหวังกับการทำหน้าที่ร่วมกันระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล จริง ๆ เมื่อวานนี้ถือเป็นครั้งแรกที่แต่ละฝ่ายได้มาหารือกัน ต่างฝ่ายต่างควรกลับไปทำการบ้านกันมา และหากว่าเอาประโยชน์ของสภา ประโยชน์ของการที่ตั้งใจจะพิจารณาเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต่างฝ่ายต่างควรที่จะหาวิธีการที่จะเจอกันตรงกลาง เพื่อเดินหน้าไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ เป้าหมายของการประชุมวันนี้คือตั้งใจหาทางออกทั้งฝ่ายค้านและรัฐมนตรี ซึ่งพูดคุยกันยังไม่ทันจบดี ฝ่ายค้านก็วอล์กเอาต์ เพราะไม่ได้ตามที่เขาเรียกร้อง คือต้องการ 5 วัน ซึ่งทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ตอบกลับมาที่สภาแล้วว่า วันที่รัฐมนตรีสามารถมาตอบได้คือวันที่ 27-29 ต.ค.
ซึ่งจากการพูดคุยกัน ฝ่ายค้านระบุว่าน้อยไป ทาง น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วานิช รองประธานสภา ในฐานะประธานในที่ประชุม ได้ให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กลับไปคุยกับ ครม. มาใหม่ ก็ได้คำตอบกลับมาว่า ครม. จะเพิ่มเวลาให้อีก 1 วัน เป็น 4 วัน รวมกับวันลงมติจะเป็น 5 วัน ดังนั้น ตามกรอบที่เราวางไว้ จะเริ่มอภิปรายตั้งแต่วันที่ 26-29 ต.ค. และลงมติในวันที่ 30 ต.ค. ซึ่งก็เป็นการขยายเวลาให้ฝ่ายค้านแล้ว
“เมื่อวานนี้ทางฝ่ายค้านบอกว่ารัฐบาลปิดปาก ใจแคบ ไม่ให้เวลาที่พอสมควรกับฝ่ายค้าน ซึ่งหากถอยกันคนละนิดคนละหน่อย ก็คงจะไปกันได้ ต้องขอขอบคุณคณะรัฐมนตรีที่หาทางออกเพิ่มวันให้อีก 1 วัน แต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของฝ่ายค้านอีก ซึ่งฝ่ายค้านเรียกร้องว่าถ้าจะเป็น 4 วัน ก็จะไม่อภิปรายในสัปดาห์หน้า ขอเป็นวันอื่นในช่วงเดือน พ.ย. ซึ่งทางรัฐบาลและ ครม. ก็ไปทำการบ้านมาแล้วว่ามีช่วงเวลาไหนหรือไม่ โดยในการอภิปรายครั้งนี้ อภิปรายรัฐมนตรีถึง 18 ท่าน การจะให้รัฐมนตรี 18 คน อยู่พร้อมกันเป็นระยะเวลา 5 วัน โดยที่ให้ลงมติ ไม่ไปไหน ผมคิดว่าเป็นเรื่องยาก เชื่อว่าฝ่ายค้านก็ทราบดีว่าเป็นเรื่องยาก ดังนั้น ไม่สามารถหาเวลาในช่วงที่เหมาะสมได้”
นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า หากเราเจอกันตรงกลาง เอาประโยชน์สภาเป็นที่ตั้ง ควรจะเดินหน้าต่อไปได้ เพราะสมเหตุสมผลทุกอย่างแล้ว ทั้งนี้ ตนขอสรุปตัวเลข หากเราอภิปรายตั้งแต่วันจันทร์ที่ 26 ต.ค. ถึงวันพฤหัสบดีที่ 29 ต.ค. และลงมติวันที่ 30 ต.ค. จะได้เวลารวม 63 ชั่วโมง 30 นาที ขณะที่ฝ่ายค้านจะได้กรอบเวลาที่ 45-48 ชั่วโมง ส่วนรัฐมนตรีจะใช้เวลาที่เหลือแล้ว
นายกรวีร์ยังย้อนสถิติการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสมัย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในปี 2563 ที่ฝ่ายค้านอ้างว่าได้เวลามากกว่า พร้อมกล่าวว่า วันนั้นได้ 3 วันครึ่ง ฝ่ายค้านใช้เวลา 33 ชั่วโมง ปี 2564 ฝ่ายค้านได้เวลา 4 วัน ใช้เวลาจริง 38 ชั่วโมง 52 นาที ส่วนในปี 2564 ครั้งที่ 2 ใช้เวลาทั้งหมด 4 วัน อภิปราย 37 ชั่วโมง 4 นาที และครั้งสุดท้ายของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ ฝ่ายค้านใช้เวลา 4 วัน อภิปราย 43 ชั่วโมง 40 นาที ขณะที่เราให้ถึง 45-48 ชั่วโมง มากกว่าทุกครั้งที่เคยเป็นมาตั้งแต่มีการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญกติกาใหม่ ถามจริง ๆ ว่าเราใจแคบตรงไหน เวลาที่ให้ขนาดนี้ยังไม่เพียงพอต่อการตรวจสอบรัฐบาลอีกหรือ หากเราพิจารณาด้วยเหตุและผล ด้วยความพยายามของวิปรัฐบาลและ ครม. จะเห็นว่าเรามีความพยายามจริง ๆ ที่จะให้เดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้น ทั้งหมดทั้งสิ้น ตนค่อนข้างผิดหวัง ยืนยันว่าเราไม่ได้มีการปิดกั้น เตะถ่วง ไม่ได้ปิดปากฝ่ายค้านหรือใจแคบตามที่เขาระบุ
เมื่อถามว่า หากไม่ได้อภิปรายสัปดาห์หน้า แสดงว่าจะไม่ได้อภิปรายแล้วใช่หรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ฝ่ายค้านเป็นคนยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเข้ามา ดังนั้น หากตนเป็นคนยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็แสดงว่าตนต้องเป็นคนที่พร้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจตั้งแต่วันนี้แล้ว กรอบเวลามีแบบนี้ เงื่อนไขเวลามีแบบนี้ ต้องถามฝ่ายค้านว่าพร้อมที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบนี้แล้วหรือยัง ทั้งนี้ เราพยายามหาช่วงเวลาในเดือน พ.ย. ส่วนเดือน ธ.ค. ไม่ต้องพูดถึง เพราะมีงานพระราชพิธี นายกฯ และรัฐมนตรีมีภารกิจแน่นมาก ส่วนช่วงเดือน พ.ย. ครม. ได้มีการพูดคุยกันหลายรอบ แต่จะหาเวลาที่ติดกัน 4-5 วันไม่ได้จริง ๆ
เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านได้ให้เหตุผลหรือไม่ว่าทำไมเป็นช่วงสัปดาห์หน้าไม่ได้ นายกรวีร์ กล่าวว่า เขาคิดว่าเขาจะได้เวลา 5 วัน และคิดว่าจะได้ 60 ชั่วโมง ตนถามว่า 5 วัน 60 ชั่วโมง คุณเอามาจากไหนหรือ เขาบอกว่าเขาคิดเอาจากครั้งที่แล้วในสมัยรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ เมื่อครั้งนี้เขาอภิปรายถึง 18 คน เขาก็ควรได้เวลาเพิ่มขึ้นเป็น 60 ชั่วโมง ตนเลยถามกลับไปว่าหากคุณอภิปรายรัฐมนตรีทั้ง 35 คน แล้วจะต้องอภิปรายกัน 10 วัน 10 คืนหรือไม่ ดังนั้น ไม่ใช่เหตุผล ทั้งนี้ เราไม่ได้เพิ่งมาคุยเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อวาน เราคุยกันมาตั้งแต่เดือน ก.ย. แล้ว ดังนั้น ตนเชื่อว่าความพร้อมฝ่ายค้านมี ส่วนทำไมไม่เป็นสัปดาห์หน้า ตนไม่ก้าวล่วง
เมื่อถามว่า วิป 3 ฝ่าย จะได้มีการหารือกันครั้งที่ 3 เพื่อได้ข้อสรุปอีกหรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ในครั้งที่ 3 รัฐบาลถอยจนไม่รู้จะถอยอย่างไรแล้ว เราไม่มีเวลาให้ได้มากกว่านี้แล้ว เพราะหากจะอภิปราย 5 วัน และลงมติในวันเสาร์ที่ 31 ต.ค. นายกฯ ติดภารกิจต่างประเทศ ดังนั้น หากจะเจรจากันอีก คงต้องถามฝ่ายค้านแล้ว ไม่ใช่พวกตน ยืนยันว่าหากเลือกกรอบอื่นหรือเวลาอื่น เราทำเต็มที่แล้ว
เมื่อถามว่า นายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่าการที่นายภราดรเป็นตัวแทน ครม. ถือว่าไม่เหมาะสม เนื่องจากมีส่วนได้ส่วนเสีย เพราะเป็นรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย นายกรวีร์กล่าวว่า สมมติว่าหากมีการอภิปราย 35 ท่าน ก็ไม่ควรมีตัวแทนของ ครม. มาเลยหรือ นายภราดรเป็นตัวแทนของรัฐบาล ซึ่ง ครม. แต่งตั้งมาตั้งแต่เริ่มสมัยประชุม ไม่ใช่แต่งตั้งแค่เฉพาะช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ ดังนั้น เป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลเลยที่จะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมา เมื่อวานนายรังสิมันต์ก็พูดเรื่องนี้ และนายภราดรก็เข้ามาประชุมในฐานะรัฐมนตรี ไม่ใช่ตัวแทนผู้ถูกซักฟอก ท่านก็ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลตามปกติ
เมื่อถามว่า น.ส.มัลลิกาได้กำชับอะไรบ้างในที่ประชุม นายกรวีร์กล่าวว่า น.ส.มัลลิกาเป็นคนช่วยหาทางออก ซึ่งมี สส. ท่านหนึ่งเสนอให้เพิ่มวันอภิปรายอีก 1 วัน น.ส.มัลลิกาก็ได้บอกนายภราดรให้ไปแจ้งรัฐมนตรีให้เพิ่มวัน เพื่อให้จบ ก็ต้องให้เครดิตท่านมัลลิกา และนายภราดรก็ได้ไปเจรจามาเพิ่มอีก 1 วัน ถือเป็นทางเลือกใหม่ ซึ่งก็น่าเสียดาย และขอให้ฝ่ายค้านกรุณาทบทวน ถ้าเราเอาผลประโยชน์ของงานในสภามาเป็นตัวตั้งด้วยกัน เอาผลประโยชน์ของการทำงานตรวจสอบฝ่ายรัฐบาล ตนคิดว่าเราถอยกันคนละก้าว มันหาทางไปด้วยกันได้