พร้อมแนะนำว่า ไทยพีบีเอสอาจจะต้องคิดเรื่องแบรนดิ้งอีกครั้ง เพราะประชาชนจำไม่ได้ แต่จะเข้าใจว่าเป็นช่อง “นกส้ม” และประชาชนยังเข้าใจว่าเป็นสื่อของรัฐบาล ไม่ใช่สื่อสาธารณะ ซึ่งนี่เป็นโจทย์ที่ไทยพีบีเอสต้องเจอ
ทั้งนี้ ส่วนตัวเคยทำงานกับสื่อทั้งเอกชนและสื่อ ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ และจากประสบการณ์พบว่า สื่อที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ จะพูดเรื่องบางเรื่องไม่ได้ ขณะที่สื่อเอกชน เรื่องบางเรื่องที่กระทบต่อเจ้าของทุน ต้องเลี่ยงการนำเสนอ แต่ในขณะที่ตนทำงานกับไทยพีบีเอส ตนไม่เคยเจอกับข้อจำกัดเรื่องนี้เลย จะพูดประเด็นไหนก็พูดได้หมด
ขณะที่สื่อนานาชาติที่มีความเป็นสื่อสาธารณะด้วยนั้น มีความเป็นห่วงการได้มาซึ่งงบประมาณของไทยพีบีเอส ไม่ว่าจะมาจากแหล่งไหน แต่จะต้องมีเสรีภาพและความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการ สามารถทำในสิ่งที่ช่องอื่น ๆ ไม่ทำ
เมื่อถามว่า จะมีผลกระทบในระดับภูมิภาคอย่างไร หากมีการเปลี่ยนแปลงขึ้น นายสมัชชา นิลปัทม์ อาจารย์คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า ทางภาคใต้ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนักในส่วนภูมิภาคหรือส่วนกลาง แต่เราต้องการสื่อที่เป็นของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน และเป็นของประชาชน สังคมไทยเคยถูกควบคุมโดยรัฐอย่างเข้มข้น และถูกผ่อนคลายในช่วงเดือนพฤษภาคม 2535 แต่หลังจากนั้นเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่าทุน สื่อถูกแทรกแซงโดยทุนและผสมผสานกับการเมืองด้วย นี่จะเป็นความวิตกกังวลว่าคนที่ออกแบบสื่อสาธารณะ ทำไมถึงทำงบประมาณออกมาในลักษณะนี้ ดังนั้น หากเราต้องการสื่อที่เป็นสื่อของประชาชนจริง ๆ ในอนาคต เราอาจจะต้องคิดถึงแหล่งงบประมาณใหม่
“อ.อังคณา” ชี้จัดสรรงบจากรัฐเสี่ยงต่อการควบคุมเนื้อหา
ด้าน นางสาวอังคณา พรมรักษา อาจารย์คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวถึงบริบทภาคอีสานว่า สื่อสาธารณะต้องมีอิสระในการออกแบบกลไก เพื่อหนุนเสริมการทำงานของสื่อสาธารณะ ดังนั้น สื่อสาธารณะต้องมีการออกแบบงบประมาณ เพื่อหนุนเสริมอิสระในการทำงาน เช่น ในภาคอีสานจะเห็นกลไกในเรื่องของการกระจายอำนาจ การสื่อสารไปยังภูมิภาคต่าง ๆ และพบว่า มีการเปิดพื้นที่ให้กับคนที่ไม่มีอำนาจต่อรอง ไม่มีสิทธิ์มีเสียงในสังคม ซึ่งเรื่องนี้ไม่สามารถทำเสร็จภายใน 1 ปีแน่นอน แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังมีกลไกการสร้างการมีส่วนร่วมของเครือข่าย เพื่อการผลิตข้อมูลและกลายไปสู่ความรู้สาธารณะ อีกทั้งยังมีการติดตามข้อมูลว่า จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างไร และทำให้เกิดผลกระทบอย่างไร ซึ่งหากการจัดสรรงบประมาณปีต่อปีเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก หากจะต้องมีการออกแบบเรื่องเหล่านี้ ก็จะมั่นใจได้อย่างไรว่างบประมาณแผ่นดินปีต่อปี จะหนุนเสริมให้เกิดการออกแบบกระบวนการ หรือกลไกในลักษณะเหล่านี้ ที่จะขับเคลื่อน เปิดประเด็นในพื้นที่ ชวนให้คนในชุมชนตั้งคำถาม และชวนให้สาธารณะตั้งคำถาม เพื่อนำไปสู่นโยบายและสร้างการมีส่วนร่วมต่าง ๆ
“18 ปีที่ผ่านมา กว่าจะสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในระดับพื้นที่ เพื่อที่จะขับเคลื่อนในเรื่องเหล่านี้ เป็นไปได้ยากมาก แล้ววันหนึ่งการเคลื่อนในระดับพื้นที่เหล่านี้กำลังจะถูกตัดแขนตัดขา แล้วจะมีไอเดียว่าอันนี้ทำได้ อันนี้ทำไม่ได้ อันนี้ติดขัดตรงโน้น อันนี้ติดขัดตรงนี้ เป็นเรื่องที่โหดมาก ถ้ามองภาพเกี่ยวกับกลไกการออกแบบสื่อสาธารณะ” นางสาวอังคณากล่าว
นางสาวอังคณา ยังกล่าวต่อว่า กระบวนการผลิตสื่อมีกระบวนการในการใช้งบประมาณ ซึ่งย้อนแย้งกับระเบียบภายใต้งบประมาณแผ่นดิน ตรงนี้จึงนำมาซึ่งอิสระที่น้อยแน่นอน และที่สำคัญ หากเราขาดอิสระในการทำงานเหล่านี้ เราจะตรวจสอบผู้มีอำนาจได้หรือไม่ ส่วนตัวมองว่าเงินสาธารณะต้องตรวจสอบได้ เพียงแต่ว่ากลไกการตรวจสอบนั้นใช้เงินอย่างคุ้มค่าหรือไม่ ประชาชนได้รับประโยชน์อะไรบ้าง และการตรวจสอบเหล่านี้ต้องไม่กลายเป็นเครื่องมือในการควบคุมเนื้อหาและควบคุมการทำงานของสื่อ
หากความเป็นอิสระนำไปสู่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพราะเราอยู่ภายใต้งบประมาณแผ่นดิน และรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหากภาพเหล่านี้มาเป็นระบบงบประมาณของสื่อ เรื่องการออกแบบต่าง ๆ จะทำอย่างไร และหากสื่อสาธารณะจะต้องหารายได้ รายได้แบบไหนที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงาน และกลไกการหารายได้จะหนุนเสริมภูมิภาคได้หรือไม่ หากจะแก้กฎหมายก็ต้องแก้ให้ครบ
“อ.รุจน์” ลั่น เปลี่ยนแหล่งที่มารายได้เป็นข้ออ้างทางการเมืองควบคุม Thai PBS
ขณะที่นายรุจน์ โกมลบุตร อาจารย์คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงความสำคัญของงบประมาณต่อความเป็นอิสระ โดยเล่าถึงเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ที่สื่อถูกควบคุมโดยรัฐ และต่อมามีการตั้งสื่อใหม่ที่ทำให้เกิดความเป็นกลาง คือ iTV จากนั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้ชินคอร์ปเข้าไปถือหุ้นใหญ่ที่สุด จน iTV ต้องปิดตัวลง ซึ่งเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ก็เกิดจากการเมืองที่ทำให้สื่อมีปัญหา
การเปลี่ยนงบประมาณจากการจัดสรรภาษีเฉพาะ มาเป็นการผ่านงบประมาณประจำปี โดยอ้างว่าจะทำให้วินัยทางการเงินการคลังดีขึ้นนั้น ต้องบอกว่าเป็นคนละเรื่องเดียวกัน เรื่องการตรวจสอบก็ตรวจสอบไป แต่วิธีการจัดสรรงบประมาณกำลังใช้หลักเกณฑ์บางอย่าง เพื่อทำให้หน่วยงานที่รับงบประมาณทำงานได้ในลักษณะอย่างไร ซึ่งประโยคที่ว่า หากรับเงินงบประมาณประจำปีแล้วจะทำให้โปร่งใสทันที ทุกคนเชื่อว่าไม่เป็นความจริง
“กกร. ทำสำรวจนักธุรกิจเพื่อสอบถามว่า ที่ผ่านมาเคยพบการทุจริตในวงราชการอย่างไร ผลออกมาปรากฏว่ามี 26 หน่วยงานที่นักธุรกิจบอกว่า เคยโดนต้องจ่ายเงิน รวม 11 กระทรวง ที่น่าสนใจพบว่า 23 จาก 26 หน่วยงานอยู่ภายใต้การดูแลของพรรคภูมิใจไทย และ 9 ใน 11 กระทรวงก็อยู่ภายใต้การดูแลของภูมิใจไทย และหน่วยงานที่โดนหนักที่สุดอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย เข้าใจว่าผู้นำชื่ออนุทิน โดนทั้งหมด 6 หน่วยงาน ซึ่งในนั้นมี อบจ. อบต. ด้วย ที่เป็นส่วนหนึ่งของการโกงสอบเข้า” นายรุจน์กล่าว
นายรุจน์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น การเปลี่ยนเป็นงบประมาณประจำปีจากภาษีเฉพาะ ไม่ได้แปลว่าวินัยการเงินการคลังจะดีขึ้น หรือการทุจริตจะลดลง เพราะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน เรื่องนี้เป็นเพียงข้ออ้างในการพยายามเข้ามาควบคุมไทยพีบีเอส
แนะ “ไทยพีบีเอส” หาแหล่งรายได้ใหม่ โปร่งใส ตรวจสอบได้ บนหลักประกันความเป็นอิสระ อย่าให้ประชาชนสงสัยการใช้งบประมาณ
ในวงเสวนา เมื่อถามว่า "หากการเปลี่ยนแปลงงบประมาณของไทยพีบีเอสไม่ใช่ทางออก ควรจะแก้ไขอย่างไร" นายเจษฎา ศาลาทอง อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แบ่งข้อเสนอออกเป็น 3 ด้าน คือ ต้องทบทวนเรื่องรายได้ของไทยพีบีเอส ซึ่งอาจนำงบประมาณมาจากกองทุน USO หรือกองทุนเพื่อการให้บริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและเท่าเทียม
การทำคอนเทนต์ใหม่ ๆ ที่จะกระจายความเป็นไทยไปทั่วโลกมากขึ้น และกระบวนการทำงานภายใน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง การเป็นอิสระไม่ได้แปลว่าอิสระจากการตรวจสอบ และต้องตอบคำถามกับสังคมให้ได้ในการใช้งบประมาณขององค์กร ต้องโปร่งใส เงินสาธารณะก็ถือเป็นภาษีของประชาชน ดังนั้น จึงต้องตรวจสอบได้และใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ยังเป็นห่วงว่าเมื่อเรื่องการตรวจสอบดังขึ้นมาก การทำงานของผู้บริหารจะเชื่องช้าลง ไม่ได้เกรี้ยวกราดหรือตรวจสอบเข้มข้นแบบสมัยก่อน ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นการลดทอนคุณค่าของตนเองเช่นเดียวกัน พร้อมฝากไทยพีบีเอสว่า แม้จะเป็นช่องสาธารณะ แต่จะบอกว่าไม่สนใจเรตติ้งไม่ได้ เพราะเรตติ้งต้องมี แต่ไม่ใช่เรตติ้งในเชิงปริมาณ ต้องเป็นเรตติ้งเชิงคุณภาพ ซึ่งต้องไปดูความเปลี่ยนแปลงภายหลังการนำเสนอว่าเป็นรูปธรรมและเกิดขึ้นจริงหรือไม่
ด้าน นายนรินทร์ นำเจริญ อาจารย์คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า มีข้อเสนออย่างน้อย 5 ด้าน คือ
1.การเปิดเผยข้อมูลของไทยพีบีเอสต้องเป็นระบบ อย่าให้สังคมสงสัยในเรื่องงบประมาณ
2.ต้องสร้างระบบตรวจสอบเนื้อหาว่าประชาชนได้ประโยชน์จริงเพียงใด
3.กระบวนการบริหารต้องโปร่งใสและเปิดเผย
4.ระบบการตรวจสอบข้อเสนอจากสภาผู้ชมและสภาประชาชนว่าเสนออะไรและนำมาใช้จริงเพียงใด ต้องให้ประชาชนรับรู้
5.ระบบการเงินที่โปร่งใสบนหลักฐานและหลักประกันความเป็นอิสระ
เมื่อถามว่า หากต้องการปฏิรูปให้ตอบโจทย์ส่วนภูมิภาคต้องทำอย่างไร นายสมัชชา นิลปัทม์ อาจารย์คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า เรียกว่าตอนนี้เป็นความท้าทายของสื่อสาธารณะ นอกเหนือจากที่จะต้องถูกตรวจสอบจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องถูกตรวจสอบจากสาธารณชนอย่างเข้มข้นด้วย ซึ่งนี่อาจนำมาสู่การปรับตัวครั้งใหญ่ จึงอยากเป็นกำลังใจ เพราะไม่อยากให้เกิดภาวะเชื่องช้าจนทำให้เกียรติภูมิของการสื่อสารสาธารณะลดลง ส่วนตัวยังคาดหวังต่อการมีสื่อสาธารณะ จึงอยากส่งกำลังใจในเรื่องของการตรวจสอบให้เห็นจุดอ่อนภายในและเร่งแก้ไข
มองว่าภาษีบาปที่เป็นแหล่งเงินในขณะนี้ เริ่มมีภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ๆ จึงต้องมาคิดกันว่าควรจะต้องมีแหล่งรายได้ใหม่หรือไม่
ด้าน นางสาวอังคณา พรมรักษา อาจารย์คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า กฎหมายยังมีส่วนที่ติดขัดอยู่เยอะ มากกว่าปัญหางบประมาณ คือผู้ผลิตสื่อสาธารณะท้องถิ่นไม่สามารถเข้าถึงสื่อหลักได้ นอกจากนี้ นักข่าวพลเมืองไม่มีค่าตอบแทน แต่อยู่ในพื้นที่บางพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ซึ่งพวกเขาต้องการเพียงการรับรองตัวตน ดังนั้น จึงต้องการเพียงกลไกที่จะหนุนเสริมระบบนิเวศสื่อสาธารณะ และสื่อสาธารณะท้องถิ่นต้องการการหนุนเสริมด้านทรัพยากรหรือศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่มาแล้วหายไป สื่อสาธารณะท้องถิ่นมีศักยภาพในการทำงานมาก แต่จะพัฒนาความสามารถอย่างไร และทำให้เป็นการกระจายอำนาจการทำงานได้อย่างแท้จริง และต้องทำให้การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นรูปธรรม เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นจริง ไม่ใช่แค่การฟังอย่างเดียว ดังนั้น การปฏิรูปต้องปฏิรูปทั้งหมด
ขณะที่นายรุจน์ โกมลบุตร อาจารย์คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า มีข้อแนะนำคือต้องออกแบบระบบภายในให้ดี ทั้งการตรวจสอบและการทำงาน โจทย์ของไทยพีบีเอสมีเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม และที่ผ่านมา สิ่งที่ไทยพีบีเอสนำเสนอก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายเรื่อง สิ่งที่อยากให้ทำต่อคือการทำข่าวสืบสวนสอบสวนที่ต้องใช้ระยะเวลา และต้องเป็นการนำเสนอข้อมูลเชิงลึก
เรื่องรายได้ การหาแหล่งเงินใหม่ เช่น การเสียภาษีที่สามารถเลือกบริจาคให้สื่อสาธารณะได้ สภาวิชาชีพที่จะต้องรวดเร็วและเข้มแข็งกว่านี้ ปฏิรูปการเมือง หากทุกคนทำคนละจุดสองจุด จะพบว่าข้างหลังนั้นมีช้างสีน้ำเงิน 1 ตัว กำลังทำงานอยู่อย่างรุนแรง ตั้งแต่เรื่องบ้านใหญ่ สส. เรื่อง สว. เรื่อง กกต. และเรื่องดีเอสไอ
“ตลกดีที่เอาคดีเขากระโดงไปให้อยู่ภายใต้กรมที่ดิน ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย และให้การรถไฟมาดูแล ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงคมนาคมของพรรคสีน้ำเงิน ซึ่งไม่มีทางที่จะหลุดได้ นี่เป็นตัวอย่างของการเคลียร์ได้ ก็เลยคิดว่าปฏิรูปสื่อแล้ว ปฏิรูปที่มาของรายได้แล้ว ต้องปฏิรูประบบการเมืองอีกรอบหนึ่งอย่างใหญ่โต เพราะไม่อย่างนั้นเราก็จะไปต่อไม่ได้” นายรุจน์กล่าว
นายรุจน์กล่าวต่อว่า ในการปฏิรูปสื่อของไทยพีบีเอสนั้น จะต้องมีการปรับแก้บทข่าว แต่อย่าใช้วิธีการเล่าข่าว ต้องทำบทข่าวดี ๆ ให้ปีนบันไดน้อยลง คนดูจะได้เข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องโครงสร้างรายการ ต้องหนักแน่นในเรื่องกลุ่มเป้าหมาย