เนชั่นทีวี

ข่าว

“อ.ปริญญา” แนะ “ไทยพีบีเอส” หากต้องการเป็นสื่อสาธารณะ ต้องไม่รับงบรัฐ

15 ต.ค. 2569 | titayu_pur

“อ.ปริญญา” แนะ “ไทยพีบีเอส” หากต้องการเป็นสื่อสาธารณะ ต้องไม่รับงบรัฐ

“อ.ปริญญา” แนะ “ไทยพีบีเอส” หากต้องการเป็นสื่อสาธารณะ ต้องไม่รับงบรัฐ แก้โครงสร้างแนวดิ่ง เปิดทางประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและประเมินผลงาน ยึดหลักยืน 2 ขา “โปร่งใส-มีประสิทธิผล” มองร่างกฎหมายใหม่ ภท. มีแค่ 4 มาตรา เน้นเปลี่ยนที่มาแหล่งเงิน

“อ.ปริญญา” แนะ “ไทยพีบีเอส” หากต้องการเป็นสื่อสาธารณะ ต้องไม่รับงบรัฐ แก้โครงสร้างแนวดิ่ง เปิดทางประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและประเมินผลงาน ยึดหลักยืน 2 ขา “โปร่งใส-มีประสิทธิผล” มองร่างกฎหมายใหม่ ภท. มีแค่ 4 มาตรา เน้นเปลี่ยนที่มาแหล่งเงิน

KEY

POINTS

  • เสี่ยงสูญเสียอิสระสื่อ: การเสนอแก้กฎหมายเปลี่ยนที่มารายได้ไทยพีบีเอสไปให้รัฐบาลอนุมัติงบประมาณ จะทำให้กลายเป็นสื่อของรัฐและขาดความเป็นอิสระทันที
  • ปัญหาการบริหารต้องแก้ตรงจุด: งบ 2,000 ล้านบาทต้องถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และแก้ระเบียบการเงินให้ถูกต้องตามหลัก สตง.
  • เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน: เสนอปรับโครงสร้างแนวตั้ง ดึงประชาชนและผู้ชมร่วมกำหนดนโยบายและประเมินผล มากกว่าการแก้กฎหมายเพื่อรื้อโครงสร้างเดิม

15 ตุลาคม 2569 อ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล จากคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวเสวนาวิชาการออนไลน์ เตือนกระแสการผลักดัน ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส ฉบับใหม่ของ พรรคภูมิใจไทย หวังแก้ปัญหางบประมาณและการบริหารจัดการ แต่กลับมีเสี่ยงทำลายความเป็นอิสระทางสื่อสารมวลชน หากต้องให้รัฐบาลเป็นผู้อนุมัติงบ 2,000 ล้านบาทแทนการจัดเก็บภาษีบาป พร้อมเสนอทางออกด้วยการปรับโครงสร้าง ให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและประเมินผลอย่างโปร่งใส เพื่อคงบทบาทสื่อสาธารณะเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง 

 

ที่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาวิชาการ “อิสระแต่ต้องตรวจสอบได้ อนาคตสื่อสาธารณะไทย” ในรูปแบบออนไลน์ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงข้อกฎหมายที่มีการผลักดันอยู่ในขณะนี้ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงแหล่งที่มาของงบประมาณไทยพีบีเอสว่า เรื่องนี้มี 2 ประเด็น คือ การบริหารจัดการ กับการมีสื่อสาธารณะที่มีความเป็นอิสระจากรัฐและนายทุน ขณะนี้ผู้ที่เห็นว่าไทยพีบีเอสมีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ ก็ประจวบเหมาะกับช่วงที่ สส.พรรคภูมิใจไทย เสนอให้เปลี่ยนที่มาของรายได้ ดังนั้น การบริหารจัดการจะนำไปสู่การทำให้ทีวีสาธารณะไม่มีอีกต่อไป

 

ดังนั้น วิธีการประกันความเป็นสื่อสาธารณะคือ ต้องทำให้ไม่ใช้งบประมาณแผ่นดิน ที่ได้รับการอนุมัติจากฝ่ายการเมือง และต้องไม่มีโฆษณา เพื่อให้เป็นอิสระจากนายทุนและสปอนเซอร์ที่ครอบงำสื่อด้วยโฆษณา แม้ร่างกฎหมายที่เปิดรับฟังความคิดเห็น จะมีเสียงไม่เห็นด้วยมากถึง 71% ก็ไม่ได้แปลว่าร่างฉบับนี้จะสิ้นสุดลง ขั้นตอนต่อไปคือการบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 1 ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เมื่อดูเนื้อหาสาระในร่างกฎหมายฉบับนี้ มีเพียง 4 มาตรา และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2570 สาระสำคัญอยู่ที่มาตรา 3 ซึ่งเปลี่ยนที่มาของเงินจากภาษีสุราและยาสูบ เป็นเงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี หากเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบนี้ หลักความเป็นอิสระก็จะหมดไป จะบอกว่าไม่ยุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการคงไม่ใช่ เพราะวิธีการประกันความเป็นอิสระคือ ที่มาของเงินต้องไม่ขึ้นอยู่กับการอนุมัติเงินของรัฐบาล หากเปลี่ยนให้รัฐบาลเป็นผู้อนุมัติเงิน ก็จะกลายเป็นสื่อของรัฐ นายปริญญา กล่าว

ส่วนมาตรา 4 คือการยกเลิกมาตรา 12 ที่ให้องค์การมีอำนาจจัดเก็บเงินบำรุงจากผู้เสียภาษี ตามกฎหมายว่าด้วยสุราและยาสูบ ในอัตราร้อยละ 1.5 แต่ไม่เกิน 2,000 ล้านบาท นั่นแปลว่าจะไม่มีเพดานงบประมาณ แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสำนักงบประมาณว่า จะจัดสรรงบประมาณแผ่นดินมาให้เท่าใด 

 

สำหรับประเด็นที่ไทยพีบีเอสถูกโจมตีอยู่ในขณะนี้ คือระเบียบเรื่องการเงินที่ไม่มีระเบียบย่อยรองรับ ทำให้การเบิกจ่ายเงินไม่มีระเบียบรองรับ ตราบใดที่ระเบียบย่อยเรื่องการเงินยังไม่ออก ก็ต้องใช้ระเบียบเดิม ซึ่งการอนุมัติไม่จำเป็นต้องใช้ระเบียบย่อย การที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สรุปว่ามีการเบิกจ่ายเงินโดยไม่มีระเบียบรองรับนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งไทยพีบีเอสไม่ได้ต่อสู้ในประเด็นนี้

นายปริญญายังกล่าวเพิ่มเติมว่า ข่าวที่ออกมาว่าต้องชดใช้เงิน 85 ล้านบาท ฟังดูเหมือนถูกเช็กบิลและเป็นเรื่องทุจริต แต่เมื่อไปดูในหนังสือก็พบว่าไม่ใช่การทุจริต แต่เป็นการเบิกจ่ายที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ เรื่องนี้เกิดเป็นกระแสขึ้นมาพอดีกับช่วงที่ สส. พรรคภูมิใจไทยเสนอให้เปลี่ยนที่มาของเงิน จึงเกิดคำถามว่า ทั้ง 2 เรื่องนี้เป็นความตั้งใจให้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันหรือไม่ ซึ่งสามารถตั้งข้อสังเกตในทำนองนั้นได้

 

ส่วนการบริหารจัดการที่ดีต้องมีประสิทธิผล และต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ จากการชี้แจงของไทยพีบีเอส มุ่งเน้นเรื่องประสิทธิผล เช่น การจ้างพิธีกรที่มีค่าตัวแพงเพื่อดึงเรตติ้งและดึงคนดู เพราะปัญหาของไทยพีบีเอสคือ เนื้อหาดีแต่คนดูน้อย จึงต้องนำคนเก่งมาทำรายการให้ ดังนั้น สังคมจึงมองว่า แม้จะไม่ทุจริต แต่เหมาะสมหรือไม่ ในทางปฏิบัติ ทั้ง 2 เรื่องนี้ต้องดำเนินควบคู่กัน ทั้งประสิทธิผลและความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ จึงจะทำให้ไทยพีบีเอสยืนหยัดได้อย่างมั่นคง หากไทยพีบีเอสจะเดินหน้าต่อ จำเป็นต้องยืน 2 ขาอย่างสมดุล ขณะนี้ไม่ใช่เงินจากภาคเอกชน แต่เป็นเงินสาธารณะ จึงเกิดคำถามว่าทำไมจึงไม่มีการแข่งขันกันมากกว่านี้ และทำไมอัตราค่าจ้างจึงสูงกว่าอัตราของคนอื่นมาก หากตอบคำถามไม่ได้ ก็จะเดินหน้าต่อได้ลำบาก เพราะนี่คือเงินสาธารณะ

“ต้องเป็นสื่อสาธารณะต่อไป ไม่ใช่แค่ทีวี แต่ต้องเป็นสื่อเพื่อการเรียนรู้ เพื่อการศึกษา และเพื่อทุกคน ไม่ใช่แค่รายงานข่าว แต่ต้องนำไปสู่การแก้ปัญหาของประชาชนได้ด้วย จากทีวีสาธารณะต้องกลายเป็นร่มใหญ่ของสื่อภาคประชาชน งบประมาณ 2,000 ล้านบาทไม่ได้น้อย สามารถบริหารจัดการได้ หากลดค่าใช้จ่ายในส่วนของการจัดจ้างที่เน้นคนดัง คนมีชื่อเสียง และคนเก่ง แต่จะทำอย่างไรให้คนดูด้วย นี่คือโจทย์ที่ทำได้” นายปริญญากล่าว

นายปริญญากล่าวต่อว่า หากไม่ใช้ร่าง พ.ร.บ. ของนายศุภชัย ใจสมุทร สส. พรรคภูมิใจไทย แล้วจะใช้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับไหน ตนยึดหลักทำน้อยได้มาก ไม่ควรร่างใหม่หรือรื้อแก้ทุกมาตรา แต่ควรแก้ไขในส่วนที่สำคัญที่สุดและเกิดผลสูงสุด ได้แก่

 

1.ต้องแก้โครงสร้างแนวดิ่งของไทยพีบีเอส โดยผู้กำหนดนโยบายไม่ได้เป็นผู้ลงมือทำงาน ส่วนผู้ลงมือทำงานก็ไม่ได้เป็นผู้กำหนดนโยบาย ปัจจุบันมีคณะกรรมการนโยบาย (กนย.) และมีคณะกรรมการบริหาร รวมถึงผู้อำนวยการอีก 1 คนเป็นผู้ปฏิบัติงาน ผู้อำนวยการซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานไม่ได้เป็นผู้กำหนดนโยบาย ส่วนผู้กำหนดนโยบายก็กำหนดนโยบายอย่างเดียว ไม่ได้ลงมือทำงาน นี่เป็นปัญหาที่ทำให้องค์กรไม่มีประสิทธิภาพและไม่สามารถตอบสนองต่อสังคมได้ เพราะเป็นโครงสร้างแบบองค์กรเอกชน แต่ไม่ใช่โครงสร้างขององค์กรสาธารณะ

 

2.ให้ประชาชนและผู้ชมมีส่วนร่วมโดยตรง โดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างสภาผู้ชมและสภาประชาชน ซึ่งสามารถเปิดช่องทางออนไลน์ได้ และต้องให้ผู้ชมมีส่วนร่วมโดยตรงในการกำหนดนโยบายและประเมินผล

 

ทั้งนี้ หากไม่รับร่างของพรรคภูมิใจไทย จะทำอย่างไร ในส่วนของที่มาของเงินก็ใช้รูปแบบเดิมไปก่อน เพราะยังคิดวิธีการที่ดีกว่านี้ไม่ได้ แล้วมาแก้ไขเรื่องการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อให้ยืน 2 ขาอย่างมั่นคง โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและประเมินผล

ข่าวล่าสุด