นายปริญญายังกล่าวเพิ่มเติมว่า ข่าวที่ออกมาว่าต้องชดใช้เงิน 85 ล้านบาท ฟังดูเหมือนถูกเช็กบิลและเป็นเรื่องทุจริต แต่เมื่อไปดูในหนังสือก็พบว่าไม่ใช่การทุจริต แต่เป็นการเบิกจ่ายที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ เรื่องนี้เกิดเป็นกระแสขึ้นมาพอดีกับช่วงที่ สส. พรรคภูมิใจไทยเสนอให้เปลี่ยนที่มาของเงิน จึงเกิดคำถามว่า ทั้ง 2 เรื่องนี้เป็นความตั้งใจให้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันหรือไม่ ซึ่งสามารถตั้งข้อสังเกตในทำนองนั้นได้
ส่วนการบริหารจัดการที่ดีต้องมีประสิทธิผล และต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ จากการชี้แจงของไทยพีบีเอส มุ่งเน้นเรื่องประสิทธิผล เช่น การจ้างพิธีกรที่มีค่าตัวแพงเพื่อดึงเรตติ้งและดึงคนดู เพราะปัญหาของไทยพีบีเอสคือ เนื้อหาดีแต่คนดูน้อย จึงต้องนำคนเก่งมาทำรายการให้ ดังนั้น สังคมจึงมองว่า แม้จะไม่ทุจริต แต่เหมาะสมหรือไม่ ในทางปฏิบัติ ทั้ง 2 เรื่องนี้ต้องดำเนินควบคู่กัน ทั้งประสิทธิผลและความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ จึงจะทำให้ไทยพีบีเอสยืนหยัดได้อย่างมั่นคง หากไทยพีบีเอสจะเดินหน้าต่อ จำเป็นต้องยืน 2 ขาอย่างสมดุล ขณะนี้ไม่ใช่เงินจากภาคเอกชน แต่เป็นเงินสาธารณะ จึงเกิดคำถามว่าทำไมจึงไม่มีการแข่งขันกันมากกว่านี้ และทำไมอัตราค่าจ้างจึงสูงกว่าอัตราของคนอื่นมาก หากตอบคำถามไม่ได้ ก็จะเดินหน้าต่อได้ลำบาก เพราะนี่คือเงินสาธารณะ
“ต้องเป็นสื่อสาธารณะต่อไป ไม่ใช่แค่ทีวี แต่ต้องเป็นสื่อเพื่อการเรียนรู้ เพื่อการศึกษา และเพื่อทุกคน ไม่ใช่แค่รายงานข่าว แต่ต้องนำไปสู่การแก้ปัญหาของประชาชนได้ด้วย จากทีวีสาธารณะต้องกลายเป็นร่มใหญ่ของสื่อภาคประชาชน งบประมาณ 2,000 ล้านบาทไม่ได้น้อย สามารถบริหารจัดการได้ หากลดค่าใช้จ่ายในส่วนของการจัดจ้างที่เน้นคนดัง คนมีชื่อเสียง และคนเก่ง แต่จะทำอย่างไรให้คนดูด้วย นี่คือโจทย์ที่ทำได้” นายปริญญากล่าว
นายปริญญากล่าวต่อว่า หากไม่ใช้ร่าง พ.ร.บ. ของนายศุภชัย ใจสมุทร สส. พรรคภูมิใจไทย แล้วจะใช้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับไหน ตนยึดหลักทำน้อยได้มาก ไม่ควรร่างใหม่หรือรื้อแก้ทุกมาตรา แต่ควรแก้ไขในส่วนที่สำคัญที่สุดและเกิดผลสูงสุด ได้แก่
1.ต้องแก้โครงสร้างแนวดิ่งของไทยพีบีเอส โดยผู้กำหนดนโยบายไม่ได้เป็นผู้ลงมือทำงาน ส่วนผู้ลงมือทำงานก็ไม่ได้เป็นผู้กำหนดนโยบาย ปัจจุบันมีคณะกรรมการนโยบาย (กนย.) และมีคณะกรรมการบริหาร รวมถึงผู้อำนวยการอีก 1 คนเป็นผู้ปฏิบัติงาน ผู้อำนวยการซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานไม่ได้เป็นผู้กำหนดนโยบาย ส่วนผู้กำหนดนโยบายก็กำหนดนโยบายอย่างเดียว ไม่ได้ลงมือทำงาน นี่เป็นปัญหาที่ทำให้องค์กรไม่มีประสิทธิภาพและไม่สามารถตอบสนองต่อสังคมได้ เพราะเป็นโครงสร้างแบบองค์กรเอกชน แต่ไม่ใช่โครงสร้างขององค์กรสาธารณะ
2.ให้ประชาชนและผู้ชมมีส่วนร่วมโดยตรง โดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างสภาผู้ชมและสภาประชาชน ซึ่งสามารถเปิดช่องทางออนไลน์ได้ และต้องให้ผู้ชมมีส่วนร่วมโดยตรงในการกำหนดนโยบายและประเมินผล
ทั้งนี้ หากไม่รับร่างของพรรคภูมิใจไทย จะทำอย่างไร ในส่วนของที่มาของเงินก็ใช้รูปแบบเดิมไปก่อน เพราะยังคิดวิธีการที่ดีกว่านี้ไม่ได้ แล้วมาแก้ไขเรื่องการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อให้ยืน 2 ขาอย่างมั่นคง โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและประเมินผล