3. ข้อมูลอัปเดตจากโฆษกรัฐบาล: "ตระกูล ส." มีปัญหาหลายอย่าง จึงต้องรีเซ็ตงบใหม่
ประเด็นสำคัญที่ตอกย้ำฝั่งรัฐบาลในการเดินหน้าครั้งนี้ คือข้อมูลอัปเดตจาก "หมอเอก" เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐบาล ที่ได้ออกมาเปิดเผยถึงเบื้องหลังและความจำเป็นในการจัดระเบียบการใช้จ่ายงบประมาณใหม่ โดยระบุว่า ที่ผ่านมา กองทุนตระกูล ส. มีปัญหาภายในและข้อติดขัดหลายประการ ทั้งในแง่ของความโปร่งใส ประสิทธิภาพในการกระจายงบประมาณ และปัญหาการใช้เงินจัดสรรเฉพาะที่ไม่สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ดังนั้น ในเชิงการเมือง ฝ่ายบริหารมักมองว่าองค์กรอิสระหรือกองทุนตระกูล ส. ที่มีรายได้จัดสรรเฉพาะเหล่านี้ มีอิสระทางการเงินสูงมาก (รัฐซ้อนรัฐ) จนบางครั้งฝ่ายนโยบายหรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถเข้าไปควบคุมทิศทางหรือสั่งการโครงการต่างๆ ให้สอดคล้องกับนโยบายหลักของรัฐบาลได้ การปรับรูปแบบให้มา "ขอเบิกงบรายปี" และการยกเลิกมาตราการส่งเงินบำรุงกองทุนโดยตรงตามร่างกฎหมายใหม่นี้ จึงเป็นกลไกที่รัฐบาลต้องการเพิ่มอำนาจในการจัดสรรทรัพยากร ควบคุมทิศทาง และรีเซ็ตการใช้เงินให้เกิดการจัดระเบียบใหม่ทั้งหมด เพื่อแก้ปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นในกองทุนเหล่านี้
4. แต่รัฐบาลกำลังเปิดศึกรอบทิศ และเสี่ยงตกเป็นจำเลยสังคม
แม้รัฐบาลจะยกเหตุผลเรื่องวินัยการเงินการคลังและการแก้ปัญหาภายในของกองทุนขึ้นมาอ้าง รวมถึงอัปเดตข้อมูลความจำเป็นจากโฆษกรัฐบาล แต่ผลกระทบทางการเมืองกลับรุนแรงกว่าที่คิด เพราะการแตะ "ภาษีบาป" ทำให้เกิดแรงต้านจาก 3 ประสานหลัก
• ภาคประชาสังคมและเครือข่ายสุขภาพ มองว่ารัฐบาลกำลังทำลายกลไกสร้างสุขภาวะที่ยืดหยุ่น ย้อนกลับไปสู่ระบบราชการที่ล่าช้า
สื่อเสรีอย่าง Thai PBS: หวั่นเกรงการสูญเสียความเป็นอิสระในการนำเสนอข่าว และต้องกลายเป็น "สื่อของรัฐ" ที่ต้องคอยเอาใจฝ่ายการเมืองเพื่อแลกงบประมาณ
การพุ่งเป้าเรื่อง "เอื้อประโยชน์ทุนใหญ่" รัฐบาลกำลังถูกสังคมตั้งคำถามหนักว่า เหตุใดจึงยกเลิกการเก็บเงินบำรุงจากผู้ผลิตเหล้า-บุหรี่ ซึ่งทำให้ฝั่งธุรกิจประหยัดเงินได้กว่าหมื่นสี่พันล้านบาท ขณะที่รัฐบาลต้องเอางบกลางหรือภาษีประชาชนทั่วไปมาแบกรับแทน
งานนี้ต้องติดตามกันต่อว่า ทางรัฐบาลและคุณอนุทินจะใช้แนวทางใดในการชี้แจงคำถามเหล่านี้แก่สังคม เพราะในขณะที่รัฐบาลพยายามอ้างเรื่อง "วินัยการคลัง" และชี้ให้เห็นถึงปัญหาของกองทุนตระกูล ส. ผ่านกระบอกเสียงของโฆษกรัฐบาล แต่ภาพที่สะท้อนออกมาในสายตาประชาชนและเอกสารนโยบายที่ตั้งธงไว้ล่วงหน้า กลับถูกมองว่าเป็นการ "รวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ฮุบภาษีบาป และเปิดช่องเอื้อกลุ่มทุน" ซึ่งหากกระแสคัดค้านช่วงรับฟังความคิดเห็นไปจนถึงวันที่ 14 ตุลาคมนี้ยังคงแรงต่อเนื่อง อาจกลายเป็นชนวนความขัดแย้งทางการเมืองลูกใหม่ที่รัฐบาลต้องคิดหนักอย่างแน่นอน