แต่คำถามที่กำลังเสนอให้สังคมและรัฐสภาพิจารณาคือ เมื่อประเทศไทยมีกติกาทางการคลังใหม่แล้ว เราควรปล่อยข้อยกเว้นในอดีตไว้ตลอดไป หรือควรนำรายได้ของรัฐเข้าสู่ระบบเดียวกัน เพื่อให้การจัดสรรเงินสาธารณะอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน นี่คือเหตุผลสำคัญของการเสนอร่างทั้ง 4 ฉบับ
ไม่ได้มุ่งเป้าที่ไทยพีบีเอสองค์กรเดียว
ประการที่สาม ทำไมต้องเสนอพร้อมกันถึง 4 ฉบับ นายศุภชัย ระบุว่า ไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจว่ากำลังมุ่งเป้าไปที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากหลักการคือการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ หลักการนั้นก็ต้องใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
จึงเสนอแก้ทั้ง สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และ Thai PBS ซึ่งเป็นกลุ่มกฎหมายที่มีโครงสร้างเงินบำรุงจากสุราและยาสูบในลักษณะนี้ เพราะฉะนั้น การกล่าวว่าเรื่องนี้ทำขึ้นเพื่อจัดการกับ Thai PBS โดยเฉพาะ ย่อมไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของข้อเสนอทั้งหมด
เพื่อความเป็นเอกภาพระบบการคลัง
ประการที่สี่ แล้วประชาชนและประเทศได้อะไร นายศุภชัย ระบุว่า สิ่งที่ประเทศจะได้จากหลักการนี้ คือความเป็นเอกภาพของระบบการคลัง เงินที่รัฐจัดเก็บจะเข้าสู่ระบบการคลังของประเทศ และเมื่อรัฐเห็นว่าภารกิจด้านส่งเสริมสุขภาพ ผู้สูงอายุ กีฬา หรือสื่อสาธารณะมีความสำคัญ ก็สามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินภารกิจเหล่านั้นได้
ความแตกต่างคือ จากเดิมที่จำนวนเงินบางส่วนเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติตามฐานภาษี จะเปลี่ยนมาเป็นการพิจารณาผ่านกระบวนการงบประมาณ ทำให้ฝ่ายบริหารต้องอธิบายว่า จะใช้เงินเท่าใด ใช้ทำอะไร และเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อประชาชนอย่างไร ขณะเดียวกันรัฐสภาก็มีบทบาทพิจารณาการจัดสรรเงินสาธารณะในภาพรวม
สังคมสามารถออกแบบหลักประกันความเป็นอิสระของไทยพีบีเอสได้
ประการที่ห้า รับฟังข้อกังวลเรื่องความเป็นอิสระขององค์กร นายศุภชัย ระบุว่า รับฟังข้อกังวลเรื่องความเป็นอิสระขององค์กร โดยเฉพาะกรณี Thai PBS มีข้อกังวลว่า หากเปลี่ยนจากรายได้ที่กฎหมายกำหนดไว้โดยตรงมาเป็นงบประมาณประจำปี จะทำให้องค์กรต้องพึ่งรัฐบาลและอาจกระทบความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ
ข้อกังวลนี้เป็นประเด็นที่สมควรนำมาพิจารณาในการรับฟังความคิดเห็นและกระบวนการนิติบัญญัติ เพราะการเปลี่ยนแหล่งเงินย่อมทำให้โครงสร้างความแน่นอนของรายได้แตกต่างจากเดิมจริง แต่เราต้องแยกสองเรื่องออกจากกัน ความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ขององค์กรเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนระบบการจัดเก็บและจัดสรรเงินของรัฐเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
หากสังคมเห็นว่า จำเป็นต้องมีหลักประกันเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้การจัดสรรงบประมาณถูกใช้เป็นเครื่องมือแทรกแซงองค์กร ก็สามารถออกแบบหลักประกันนั้น ในกระบวนการพิจารณากฎหมายได้ อยากให้การถกเถียงเรื่องนี้กลับมาอยู่บนคำถามที่แท้จริงว่า ประเทศไทยควรบริหารเงินสาธารณะอย่างไรในระยะยาว
นายศุภชัย ย้ำว่า ไม่ได้เสนอให้ยุบ สสส. ไม่ได้เสนอให้เลิกดูแลผู้สูงอายุ ไม่ได้เสนอให้หยุดสนับสนุนกีฬา และไม่ได้เสนอให้ปิด Thai PBS “ผมเสนอให้เปลี่ยนระบบการเงิน ไม่ใช่ยกเลิกภารกิจ”
ท้ายที่สุด ร่างทั้ง 4 ฉบับยังอยู่ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น จึงยังสามารถรับฟังทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายที่มีข้อกังวล เพื่อนำมาปรับปรุงรายละเอียดให้เหมาะสมได้
“องค์กรทั้งสี่ มีภารกิจที่แตกต่างกัน แต่เงินที่ใช้คือเงินสาธารณะ หลักการที่ผมเสนอจึงเรียบง่ายมาก คือ ภารกิจที่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุน แต่การจัดสรรเงินของรัฐก็ควรอยู่ภายใต้มาตรฐานวินัยการเงินการคลังที่เป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน”
“ไทยพีบีเอส” ไม่ทนแถลงการณ์สวนหมัด รัฐบาลสีน้ำเงิน หวั่นขาดความเป็นอิสระ
โดยในวันนี้ (2 ต.ค. 69) ไทยพีบีเอส ออกแถลงการณ์ อย่างเป็นทางการ แสดงความกังวลต่อกรณีที่มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ฉบับใหม่ ซึ่งมีสาระสำคัญในการแปรสภาพหรือเปลี่ยนแหล่งที่มาของรายได้ จากเดิมที่จัดเก็บจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ มาเป็นเงินที่ได้รับสนับสนุนจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยทาง ส.ส.ท. ได้ระบุถึงจุดยืนและความเป็นกังวลในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
กระทบโครงสร้างหลักประกันความเป็นอิสระ
การพิจารณาเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการเงินหรือตัวงบประมาณ แต่ผูกพันโดยตรงกับหลักประกันเชิงสถาบันในเรื่อง "ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ" ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่กฎหมายตั้งต้นออกแบบและรับรองไว้ตั้งแต่จัดตั้งองค์กร เพื่อไม่ให้สื่อสาธารณะตกอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐ อำนาจทางการเมือง หรืออำนาจทุนทางธุรกิจ
วอนยึดหลักวินัยการคลัง คู่ความเป็นอิสระ
ส.ส.ท. ตระหนักถึงอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาและวินัยการเงินการคลังของรัฐ แต่เห็นว่าการปรับปรุงใดๆ จำเป็นต้องยึดโยงควบคู่กันไปอย่างน้อย 2 หลักการ คือ วินัยการเงินการคลังของรัฐ และความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ โดยไม่เน้นหลักการใดหลักการหนึ่งจนไปลดทอนหลักประกันของอีกหลักการหนึ่ง
หวั่นระบบงบประมาณประจำปีเป็นเครื่องมือบีบสื่อ
หากเปลี่ยนไปใช้ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี ส.ส.ท. มีความกังวลว่ากระบวนการจัดสรร การพิจารณา หรือการปรับลดงบประมาณ อาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหรือสร้างเงื่อนไขที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบาย การบริหารจัดการ หรือการทำหน้าที่ทางวิชาชีพและเสรีภาพของกองบรรณาธิการ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
เสนอศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้านก่อนปรับเปลี่ยน
ส.ส.ท. เห็นว่าก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ ควรมีการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติความเป็นอิสระทางการเงิน ความต่อเนื่องของภารกิจสาธารณะ เสรีภาพของกองบรรณาธิการ และความสามารถในการวางแผนระยะยาว พร้อมทั้งพิจารณากลไกทางเลือกอื่นๆ ที่ตอบโจทย์ทั้งวินัยการคลังและคงหลักประกันความเป็นอิสระไว้ได้
ในตอนท้ายของแถลงการณ์ ส.ส.ท. ยืนยันว่า ไม่ว่าโครงสร้างรายได้ของ ส.ส.ท. จะได้รับการพิจารณาให้ออกมาในรูปแบบใด หลักการอันเป็นรากฐานสำคัญคือ ประชาชนต้องสามารถเชื่อมั่นได้อย่างสนิทใจว่า การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อสาธารณะจะเป็นอิสระ ปราศจากการครอบงำของผู้ถืออำนาจรัฐ ผู้จัดสรรงบประมาณ หรือผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในทุกยุคทุกสมัย เพราะสื่อสาธารณะเป็นสถาบันของสังคมที่มีประชาชนเป็นเจ้าของ และยึดประโยชน์สาธารณะเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่