ศาลยกฟ้อง "หมอสรณ" ปมขาดคุณสมบัติ กสทช. จับตาอุทธรณ์ใน 30 วัน
25 ก.ย. 2569 | titayu_pur

เปิดช่อง "หมอสรณ" อุทธรณ์คำสั่งศาลใน 30 วัน ปมคุณสมบัติ กสทช. จับตาวิกฤต กสทช. ยังไม่จบ หลังสุญญากาศ 2 เดือน ใครจะเป็นผู้นำองค์กร
ข่าว
25 ก.ย. 2569 | titayu_pur

เปิดช่อง "หมอสรณ" อุทธรณ์คำสั่งศาลใน 30 วัน ปมคุณสมบัติ กสทช. จับตาวิกฤต กสทช. ยังไม่จบ หลังสุญญากาศ 2 เดือน ใครจะเป็นผู้นำองค์กร
KEY
POINTS
25 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. โดยศาลระบุว่า มติการตัดสิทธิ์เนื่องจากขาดคุณสมบัติจากการรับค่าตอบแทนเวชกรรม ดำเนินการชอบด้วยกฎหมาย ก่อนเตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดใน 30 วัน ท่ามกลางวิกฤตสุญญากาศบอร์ด กสทช. ประชุมล่ม ต่อเนื่อง 12 ครั้ง จนมีวาระคั่งค้างกว่า 233 วาระ ซึ่งกระทบต่อการขับเคลื่อนองค์กรอย่างหนัก
วันนี้ (25 ก.ย.69) กลายเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของวิกฤตภายในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. หลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 1455/2567 คดีหมายเลขแดงที่ 1590/2567 ระหว่าง ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ กับคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.
ผลคำพิพากษาคือ “ยกฟ้อง” โดยศาลเห็นว่า การดำเนินการของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ในการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณ เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด และคณะกรรมการสรรหาได้เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว
แต่คำพิพากษาครั้งนี้ยังไม่ใช่บทสรุปสุดท้ายของข้อพิพาท เพราะตามกระบวนการคดีปกครอง คู่ความที่ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีคำพิพากษา โดยต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองชั้นต้นที่มีคำพิพากษา ทั้งนี้ คาดว่าจะยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 28 กันยายนนี้
นั่นหมายความว่า หลังวันที่ 25 กันยายน การดำเนินการทางกฎหมายของคดี “หมอสรณ” ยังมีช่วงเวลาสำคัญอีกหนึ่งเดือนให้ติดตามว่า จะมีการใช้สิทธิอุทธรณ์หรือไม่ และหากมีการอุทธรณ์ ประเด็นใดจะถูกนำขึ้นไปสู่การพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด
ขณะเดียวกัน คดีนี้ยังต้องถูกมองควบคู่กับอีกด้านหนึ่ง นั่นคือ วิกฤตการทำงานของบอร์ด กสทช. ที่ลากยาวมาตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม และทำให้การตัดสินใจในหลายเรื่องเกิดภาวะชะงักงัน
หัวใจของคดีอยู่ที่คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2567 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 ซึ่งวินิจฉัยว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้าม และขาดคุณสมบัติ ในการดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. จากกรณีที่ยังประกอบวิชาชีพแพทย์ และได้รับค่าตอบแทน
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสรรหามีมติ 4 ต่อ 0 วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว จนนำไปสู่การฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางของ นพ.สรณ เพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัย
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า กระบวนการของคณะกรรมการสรรหาเป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ นพ.สรณ ชี้แจงข้อเท็จจริง ขณะที่คำชี้แจงของผู้ฟ้องคดีมุ่งโต้แย้งเรื่องอำนาจของคณะกรรมการสรรหา และความเป็นกลางของกรรมการ มากกว่าการชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้าม
อีกประเด็นสำคัญคือ เรื่องการรับค่าตอบแทนจากการประกอบวิชาชีพแพทย์ ซึ่งศาลเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย และเป็นเหตุให้ นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช.
คำพิพากษาจึงทำให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาได้รับการรับรองในชั้นศาลปกครองกลางว่า กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ และการมีมติดังกล่าวดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ในทางกระบวนการยุติธรรม “ยกฟ้องในศาลปกครองกลาง” ไม่ได้แปลว่าคดีถึงที่สุดในทันที เพราะยังมีช่องทางอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดภายใน 30 วัน
หากย้อนกลับไปดูไทม์ไลน์ จะพบว่าปัญหาการประชุมของบอร์ด กสทช. ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่สะสมต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2567
ข้อมูลการประชุมของสำนักงาน กสทช. ระบุว่า การประชุมที่ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้เกิดขึ้นหลายครั้งต่อเนื่อง ทั้งวันที่ 27 กรกฎาคม, 5 และ 6 สิงหาคม, 11, 13 และ 20 สิงหาคม รวมถึงวันที่ 2, 3, 9, 10, 16 และ 23 กันยายน 2567 รวมทั้งหมด 12 ครั้ง
จุดเปลี่ยนสำคัญคือ เมื่อการประชุมไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่ที่ “การประชุมล่ม” แต่เริ่มกลายเป็นปัญหาเรื่อง การสะสมของวาระที่รอการตัดสินใจ
โดยเมื่อวันที่ 9 กันยายน สำนักงาน กสทช. ระบุว่า มีวาระเสนอเข้าสู่การประชุมจำนวน 193 วาระ และในจำนวนนี้มี 82 วาระที่มีความเร่งด่วน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับกรอบเวลาตามกฎหมาย
กระทั่งการประชุมวันที่ 23 กันยายน จำนวนวาระที่รอการพิจารณาเพิ่มขึ้นเป็น 233 วาระ โดยมีทั้งเรื่องการจ่ายเงินตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด การขอรับ และจัดสรรเลขหมายโทรศัพท์สั้น 4 หลัก รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการประชุมระหว่างประเทศและภารกิจด้านการกำกับดูแลอื่นๆ
ความไม่ต่อเนื่องของการประชุมยังทำให้เกิดคำถามในวงกว้างเกี่ยวกับความสามารถของ กสทช. ในการขับเคลื่อนภารกิจที่ต้องอาศัยมติของบอร์ด
ก่อนหน้านี้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ให้ความเห็นถึงข้อเสนอให้รัฐบาลออกพระราชกำหนด หรือ พ.ร.ก. เพื่อยุบ กสทช. และสรรหากรรมการชุดใหม่ว่า การออก พ.ร.ก. ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศ หรือประโยชน์สาธารณะ พร้อมระบุว่าควรรอคำพิพากษาคดี นพ.สรณ ในวันที่ 25 กันยายน ให้แล้วเสร็จเสียก่อน
ประเด็นนี้สะท้อนว่า ปัญหาของบอร์ด กสทช. ถูกยกระดับจากความขัดแย้งภายในองค์กรไปสู่คำถามว่า รัฐจะจัดการอย่างไร หากกลไกตามปกติไม่สามารถเดินหน้าภารกิจได้