เนชั่นทีวี

ข่าว

KPI Poll เปิดผลสำรวจบัตรเลือกตั้ง โดย 53.5% เห็นว่าบาร์โค้ดไม่จำเป็น กังวลเรื่องความลับ

25 ก.ย. 2569 | prisana_tha

KPI Poll เปิดผลสำรวจบัตรเลือกตั้ง โดย 53.5% เห็นว่าบาร์โค้ดไม่จำเป็น กังวลเรื่องความลับ

KPI Poll เปิดผลสำรวจการออกแบบบัตรเลือกตั้ง โดย 53.5% ประชาชนเห็นว่าบาร์โค้ดไม่จำเป็น เพราะเป็นกังวลเรื่องความลับ ขณะที่ 67.3% อยากระบุชื่อผู้สมัครบนบัตรเลือกตั้ง

KPI Poll เปิดผลสำรวจการออกแบบบัตรเลือกตั้ง โดย 53.5% ประชาชนเห็นว่าบาร์โค้ดไม่จำเป็น เพราะเป็นกังวลเรื่องความลับ ขณะที่ 67.3% อยากระบุชื่อผู้สมัครบนบัตรเลือกตั้ง

KEY

POINTS

  • KPI Poll พบประชาชนพร้อมใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ 49.1% สูงกว่ากลุ่มที่มองว่ายังไม่พร้อม 43.4% สะท้อนว่ายังมีข้อกังวลเรื่องความเชื่อมั่นและความพร้อมในการเปลี่ยนจากบัตรกระดาษ
  • 55.9% หนุนผู้สมัคร สส.เขตและบัญชีรายชื่อพรรคเดียวกันใช้หมายเลขเดียวกัน โดยภาคใต้เห็นด้วยสูงสุด 78% ขณะที่ กทม.แตกต่างจากภูมิภาคอื่น โดย 40% มองว่าใช้รูปแบบใดก็ได้
  • 67.3% เห็นด้วยให้ระบุชื่อผู้สมัครบนบัตรเลือกตั้ง ขณะที่ 53.5% มองว่าบาร์โค้ด/คิวอาร์โค้ดไม่จำเป็น เพราะกังวลเรื่องความลับ สะท้อนโจทย์สำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยีเลือกตั้ง

25 กันยายน 2569 สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “เสียงประชาชนต่อการออกแบบบัตรเลือกตั้งและการใช้เทคโนโลยีการลงคะแนน” โดยมุ่งเน้นความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน

 

การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 39 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 18-21 ก.ย. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้

1. ประเทศไทยมีความพร้อมมากน้อยเพียงใด ในการใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ ณ หน่วยเลือกตั้ง แทนการกาบัตรกระดาษ? (สำรวจโดย x LineToday) โดย 26.1% เห็นว่ามีความพร้อมมากสูงสุด , รองลงมา 23.9% เห็นว่ายังไม่พร้อมเลย , 23.0% เห็นว่าค่อนข้างพร้อม , 19.5% เห็นว่าไม่ค่อยมีความพร้อม และ 7.5% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น

 

ความพร้อมต่อการใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์แบ่งออกเป็นสองด้าน แม้ฝ่ายที่มองว่าพร้อมจะมีมากกว่าเล็กน้อย แต่ยังมีผู้ที่เห็นว่ายังไม่พร้อมอยู่ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน (เห็นว่าพร้อม รวม 49.1% และเห็นว่ายังไม่พร้อม รวม 43.4%) อาจสะท้อนว่า ความเชื่อมั่นต่อการเปลี่ยนวิธีลงคะแนนยังมีประเด็นห่วงกังวลและมีข้อพิจารณาที่ต้องศึกษาให้เกิดความเชื่อมั่นกับสาธารณชน

2. กว่าครึ่งหนุนพรรคเดียวเบอร์เดียว ภาคใต้หนุนสูงสุด ส่วนคนกรุงเลือก “แบบใดก็ได้” มากสุด โดย 55.9% เห็นว่าผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อพรรคเดียวกัน ควรใช้หมายเลขเดียวกัน , รองลงมา 21.9% เห็นว่าควรแยกหมายเลขกัน , 17.1% เห็นว่าแบบใดก็ได้ และ 5.1% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น

 

78.0% ของผู้ตอบในภาคใต้เห็นว่า ควรใช้หมายเลขเดียวกัน สูงที่สุด , รองลงมาคือภาคกลาง 67.6% , ภาคเหนือ 54.3% , ภาคตะวันออก 53.0% , ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 52.1% และกรุงเทพมหานคร 22.4%

 

สำหรับกรุงเทพมหานคร ตัวเลือกที่มีสัดส่วนสูงที่สุดคือ “แบบใดก็ได้” 40.0% , รองลงมาคือควรแยกหมายเลขกัน 35.8% , ควรใช้หมายเลขเดียวกัน 22.4% และไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น 1.8%

 

การใช้หมายเลขเดียวกันของผู้สมัครและพรรคได้รับการยอมรับมากที่สุดในภาพรวมและทุกภูมิภาค นอกจากกรุงเทพฯ ขณะที่คนกรุงเทพฯ เลือก “แบบใดก็ได้” มากที่สุด สะท้อนความต้องการต่อรูปแบบหมายเลขที่แตกต่างกันตามพื้นที่

 

3. กว่า 2 ใน 3 เห็นด้วยให้ระบุชื่อผู้สมัครบนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 67.3% โดยเห็นด้วยกับการระบุชื่อ–นามสกุล ผู้สมัครบนบัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต สูงสุด , รองลงมา 25.5% ไม่เห็นด้วย และ 7.2% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น

 

สะท้อนถึงการยอมรับการมีข้อมูลระบุตัวผู้สมัครบนบัตรเลือกตั้ง อาจช่วยให้ผู้ใช้สิทธิเชื่อมโยงตัวเลือกกับบุคคลที่ต้องการเลือกได้ชัดเจนขึ้น แต่ยังไม่อาจยืนยันว่า การเพิ่มชื่อจะช่วยลดความผิดพลาดในการลงคะแนนได้จริง

 

4. เกินครึ่งมองบาร์โค้ด/คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่จำเป็น เพราะกังวลเรื่องความลับ โดย 53.5% เห็นว่าไม่จำเป็น เพราะกังวลเรื่องความลับ , รองลงมา 23.2% ยอมรับได้หากมีมาตรการที่เหมาะสม , 14.9% เห็นว่าจำเป็น และ 8.4% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น

 

ความกังวลเรื่องความลับของการลงคะแนนเป็นประเด็นสำคัญในการประเมินการใช้บาร์โค้ด/คิวอาร์โค้ด ขณะเดียวกันการยอมรับของผู้ตอบบางส่วนมีเงื่อนไขเกี่ยวกับมาตรการรองรับ สะท้อนว่าความไว้วางใจต่อวิธีใช้งานมีความสำคัญต่อการยอมรับเทคโนโลยี

 

บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 39 ผลสำรวจสะท้อนว่า การออกแบบบัตรและวิธีลงคะแนน มีทั้งมิติของการระบุตัวเลือกให้ชัดเจนและความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้ง การใช้หมายเลขเดียวกันและการระบุชื่อผู้สมัครได้รับการยอมรับในภาพรวม ขณะที่การใช้เทคโนโลยียังมีข้อกังวลเกี่ยวกับความลับและความพร้อมในการใช้งาน อีกทั้งความคิดเห็นต่อหมายเลขผู้สมัครยังแตกต่างกันตามพื้นที่

 

ดังนั้น การพัฒนาบัตรและวิธีลงคะแนนจึงควรประกอบด้วยการทดสอบความเข้าใจกับผู้ใช้สิทธิที่หลากหลาย  ควบคู่กับการอธิบายวัตถุประสงค์และมาตรการคุ้มครองความลับอย่างชัดเจน ส่วนการนำเครื่องลงคะแนนมาใช้ควรมีข้อมูลจากการทดสอบด้านความสะดวก ความถูกต้อง และความเชื่อมั่นของผู้ใช้งานประกอบการพิจารณา

 

KPI Poll เปิดผลสำรวจบัตรเลือกตั้ง โดย 53.5% เห็นว่าบาร์โค้ดไม่จำเป็น กังวลเรื่องความลับ

ข่าวล่าสุด