รายงานของคณะกรรมาธิการฯ ยังเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และพรรคการเมือง เช่น การประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการภายใน 7 วัน การคืนสิทธิผู้ที่พลาดการเลือกตั้งล่วงหน้า การรายงานผลคะแนนรายหน่วยในรูปแบบดิจิทัล การใช้ระบบหมายเลขเดียวกันทั่วประเทศ และการกำหนดเกณฑ์ส่วนต่างราษฎรในแต่ละเขตไม่เกิน 5% เพื่อป้องกันการแบ่งเขตที่ไม่เป็นธรรม โดยไม่แยกพื้นที่ระดับตำบลออกจากกัน ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ ได้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และร่างกฎหมายการเลือกตั้ง สส. และพรรคการเมืองไว้ในท้ายรายงานด้วย
“สว.พรชัย” หนุนผ่าโครงสร้าง กกต. แยกอำนาจจัดเลือกตั้งและตรวจสอบ ฟื้นประชาชนเข้าชื่อถอดถอนได้ – จี้เร่งแก้รัฐธรรมนูญ-ผ่าตัดระบบการเลือก สว.
นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายโดยได้กล่าวถึงปัญหาการเลือก สว. เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา ที่ทำให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องทบทวนระบบการเลือก สว. ซึ่งล่าสุด กกต. ได้พิจารณาสำนวนที่มีผู้ถูกร้อง 427 ราย และมีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา และดำเนินคดีอาญาเพียง 77 ราย โดยในจำนวนนี้ เป็น สว. 26 ราย ดังนั้น หากกระบวนการหนึ่งนำไปสู่ข้อร้องเรียนการสอบสวน และข้อกังขาจำนวนมากขนาดนี้ สภาฯ ควรจะปรับเพียงรายละเอียดปลีกย่อย หรือควรจะกลับไปตรวจสถาปัตยกรรมของระบบตั้งแต่ต้น
นายพรชัย ยังเสนอให้มีการชำแหละโครงสร้าง กกต. และประกอบใหม่ การแยกอำนาจที่ถูกรวมกัน และออกแบบใหม่ว่า อำนาจใดควรจะอยู่กับใคร คนจัดเกมไม่ควรเป็นคนเดียวกับคนที่ตัดสินเกมของตัวเอง
นายพรชัย ยังเห็นว่า กกต. มีเพียง 7 คน มีอำนาจตามกฎหมายอย่างสูงต่อกระบวนการทางการเมือง ทั้งอำนาจทางสืบสวน ไต่สวน สั่งนับคะแนนใหม่ หรือเลือกตั้งใหม่ ยิ่งอำนาจมาก ความรับผิดชอบต่อประชาชนก็ต้องมากตามไปด้วย โดยรายงานฉบับนี้เสนอให้ฟื้นกลไกประชาชน 50,000 คน เข้าชื่อเพื่อเริ่มกระบวนการถอดถอนองค์กรอิสระ พร้อมขอเรียกร้องให้รัฐสภา และรัฐบาล ช่วยเคารพเสียงประชาชน 21 ล้านเสียง ที่เห็นชอบให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยเร็ว และควรแก้ไขรายมาตราควบคู่ไป โดยเฉพาะการเลือก สว. และบทบาทของ กกต.
“สว.พิสิษฐ์” กังขาเลือกตั้งครั้งใด DSI เข้ามาเกี่ยวข้อง – ชี้คดีฮั้ว สว. กกต. มีข้อสรุปแล้ว ควรเคารพกฎหมาย – เบื่อไม่พอใจก็ลงถนน เข้าวงจรปฏิวัติ-เขียนรัฐธรรมนูญใหม่
ด้าน นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายโดยตั้งข้อสังเกตถึงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 49 ที่บัญญัติเกี่ยวข้องโดยตรงกับกรณีที่หน่วยงานของรัฐ หรือพนักงานสอบสวน รับเรื่องความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งไว้พิจารณา โดยให้ กกต. เห็นสมควรดำเนินการเองได้ แต่ในขณะเดียวกัน กระแสสังคมก็ยังวิจารณ์คดีฮั้ว สว. เมื่อ กกต. มีคำวินิจฉัยไปแล้ว ทำให้เห็นว่า อำนาจของ กกต. ในมาตรา 49 เป็นเหมือนเส้นบาง ๆ ระหว่าง กกต. กับหน่วยงานสอบสวนอื่น ๆ เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงยุติธรรม เมื่อ สว. ถูกกล่าวหาแล้ว และส่งเรื่องไปที่ศาลฎีกาเรียบร้อยแล้ว ตนจึงขอตั้งคำถามว่า มีการเลือกตั้งครั้งใดที่ DSI เข้ามาตรวจสอบการเลือกตั้ง และแบบนี้เรียกว่ามาตรฐานใช่หรือไม่ ดังนั้น หากต้องการให้รายงานฉบับนี้สมบูรณ์ ตนอยากให้นำมาตรา 42 และ 49 ของกฎหมาย กกต. มาพิจารณาด้วยมาตรฐานการตรวจสอบขององค์กรอิสระ โดยนำหน่วยงานที่พรรคการเมืองเป็นรัฐมนตรีเข้ามาตรวจสอบด้วยว่า เป็นธรรมแล้วหรือไม่
นายพิสิษฐ์ ยังเห็นว่า เมื่อ กกต. มีคำวินิจฉัยเรียบร้อยแล้ว ก็ควรเคารพกฎหมาย อย่าใช้วิธีการเดิม ๆ และคาดหวังว่า การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเป็นการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม เพราะตนเบื่อกับการชวนคนลงถนนแล้วปฏิวัติ เขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อไม่พอใจก็ชวนประชาชนลงถนน และการปฏิวัติก็ตามมาอีก และก็ต้องทำรัฐธรรมนูญใหม่อีก และปี 2570 แล้ว จะเอาแบบนี้อีกหรือ ประเทศไทยเขียนรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับแล้ว ยังไม่สำเร็จเพราะ “รอไม่เป็น” รอให้คนอื่นบริหารให้เสร็จสิ้นก่อน แล้วค่อยใช้กระบวนการทางรัฐสภาดีกว่า