เนชั่นทีวี

ข่าว

กมธ.สว. ชงผ่าโครงสร้าง กกต. แยกอำนาจจัดเลือกตั้ง-ตรวจสอบ

21 ก.ย. 2569 | titayu_pur

กมธ.สว. ชงผ่าโครงสร้าง กกต. แยกอำนาจจัดเลือกตั้ง-ตรวจสอบ

“กมธ.พัฒนาการเมือง สว.” ถอดบทเรียนการเลือกตั้ง สส. ปี 2562-2569 ชงปฏิรูปใหญ่ กกต. แยกอำนาจจัดการเลือกตั้งและตรวจสอบ พร้อมฟื้นระบบถอดถอน และรื้อกฎหมายเลือกตั้งให้ที่มายึดโยงกับประชาชน

“กมธ.พัฒนาการเมือง สว.” ถอดบทเรียนการเลือกตั้ง สส. ปี 2562-2569 ชงปฏิรูปใหญ่ กกต. แยกอำนาจจัดการเลือกตั้งและตรวจสอบ พร้อมฟื้นระบบถอดถอน และรื้อกฎหมายเลือกตั้งให้ที่มายึดโยงกับประชาชน

KEY

POINTS

  • กมธ.พัฒนาการเมือง สว. ถอดบทเรียนเลือกตั้ง ชี้ปัญหาหลักมาจากโครงสร้าง กกต. ขาดความยึดโยงประชาชน และใช้อำนาจตีความชี้ขาดล่าช้า
  • เสนอผ่าโครงสร้างแยกอำนาจ กกต. ออกเป็น "จัดเลือกตั้ง" และ "ตรวจสอบ" พร้อมลดเกณฑ์อายุ กกต. เหลือ 35 ปี จาก 4 สายงานหลัก
  • ชงแก้รัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง กำหนดประกาศผลใน 7 วัน ใช้เบอร์เดียวกันทั่วประเทศ และให้อำนาจรัฐสภาถอดถอน กกต. ได้

21 กันยายน 2569 กมธ.พัฒนาการเมือง สว. โดย นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร นำเสนอรายงานถอดบทเรียนการ เลือกตั้ง สส. ปี 2562-2569 เพื่อแก้ปัญหาจุดอ่อนและดุลยพินิจการทำงานที่ล่าช้า จึงเสนอ ปฏิรูป กกต. ครั้งใหญ่ ด้วยการผ่าโครงสร้างอำนาจที่ผูกขาด พร้อมผลักดันการ แก้ไขรัฐธรรมนูญ แยกอำนาจจัดเลือกตั้งออกจากตรวจรับรอง ฟื้นระบบถอดถอนโดย  กมธ.พัฒนาการเมือง  

 

นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา นำเสนอรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง รายงานการศึกษาและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนากระบวนการเลือกตั้งของไทยอย่างเสรีและเป็นธรรม ภายหลังคณะกรรมาธิการฯ พิจารณาแล้วเสร็จ

 

สาระสำคัญของรายงานฉบับนี้ ได้ถอดบทเรียนการเลือกตั้ง สส. เมื่อปี 2562, 2566 และ 2569 เป็นฐานการพิจารณา โดยชี้ว่า ต้นตอปัญหาการเลือกตั้งอยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จากปัญหาเชิงโครงสร้าง กฎหมาย และระบบการเลือกตั้ง ที่ กกต. ใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยและชี้ขาดประเด็นต่างๆ อย่างไม่น่าเชื่อถือ และล่าช้าในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร ทำให้ผู้ได้รับเลือกตั้งถูกวินิจฉัยความผิดย้อนหลัง นำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ สิ้นเปลืองงบประมาณ

 

อีกทั้ง กกต. ยังใช้อำนาจทำลายโครงสร้างพรรคการเมือง มีปัญหาการตีความเพื่อป้องกันความรับผิดของตนเอง และตีความที่เป็นอุปสรรคต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เช่น การใช้บทลงโทษที่รุนแรงในการตัดสินทางการเมือง ทั้งการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร รวมถึงการตัดสิทธิผู้บริหารพรรค

นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา

 

นอกจากนั้น ยังมีข้อกังขาต่อที่มาของ กกต. และความยึดโยงกับประชาชน โดย กกต. ชุดปัจจุบันมาจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มีรากฐานจากการยึดอำนาจ ทำให้ กกต. ถูกตั้งคำถามถึงที่มาและความชอบธรรม โดยเฉพาะ กกต. บางคนมาจากการเลือกของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งมาจากการสรรหาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ สว. ชุดปัจจุบันยังมีที่มาจากการเลือกกันเองของ สว. สายอาชีพ ทำให้เกิดคำถามเรื่องความยึดโยงกับประชาชน

 

รายงานของคณะกรรมาธิการฯ ยังพบว่า การทำหน้าที่ของ กกต. ส่วนกลางกับภูมิภาคมีมาตรฐานการทำงานไม่ตรงกัน และพบปัญหาความไม่เป็นกลางของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.)

 

รายงานของคณะกรรมาธิการฯ ยังมีข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหา 3 แนวทาง คือ การสร้างความยึดโยงของ กกต. กับประชาชน ผ่านการให้ความเห็นชอบจากมติร่วมกันของรัฐสภา คือ สส. และ สว. และปรับโครงสร้างคณะกรรมการสรรหาให้เป็นแบบดุลยภาพไตรภาคี ประกอบด้วยฝ่ายการเมือง ฝ่ายวิชาการ และภาคประชาชน เพื่อลดการผูกขาด พร้อมเสนอให้ปรับคุณสมบัติของ กกต. โดยลดเกณฑ์อายุขั้นต่ำเหลือ 35 ปี และให้ กกต. มาจาก 4 สายงานหลัก คือ กฎหมาย วิชาการ ภาคประชาสังคม และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ พร้อมแยกอำนาจจัดการเลือกตั้งของ กกต. ออกจากการตรวจสอบการเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการตรวจสอบการทำงานของตนเอง เพื่อปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของการเลือกตั้ง พร้อมกับให้อำนาจรัฐสภาสามารถถอดถอน กกต. ได้ด้วยเสียงข้างมากของรัฐสภา เช่น 2 ใน 3 หรือ 3 ใน 5

 

รายงานของคณะกรรมาธิการฯ ยังเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และพรรคการเมือง เช่น การประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการภายใน 7 วัน การคืนสิทธิผู้ที่พลาดการเลือกตั้งล่วงหน้า การรายงานผลคะแนนรายหน่วยในรูปแบบดิจิทัล การใช้ระบบหมายเลขเดียวกันทั่วประเทศ และการกำหนดเกณฑ์ส่วนต่างราษฎรในแต่ละเขตไม่เกิน 5% เพื่อป้องกันการแบ่งเขตที่ไม่เป็นธรรม โดยไม่แยกพื้นที่ระดับตำบลออกจากกัน ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ ได้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และร่างกฎหมายการเลือกตั้ง สส. และพรรคการเมืองไว้ในท้ายรายงานด้วย 

 

“สว.พรชัย” หนุนผ่าโครงสร้าง กกต. แยกอำนาจจัดเลือกตั้งและตรวจสอบ ฟื้นประชาชนเข้าชื่อถอดถอนได้ – จี้เร่งแก้รัฐธรรมนูญ-ผ่าตัดระบบการเลือก สว.

 

นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายโดยได้กล่าวถึงปัญหาการเลือก สว. เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา ที่ทำให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องทบทวนระบบการเลือก สว. ซึ่งล่าสุด กกต. ได้พิจารณาสำนวนที่มีผู้ถูกร้อง 427 ราย และมีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา และดำเนินคดีอาญาเพียง 77 ราย โดยในจำนวนนี้ เป็น สว. 26 ราย ดังนั้น หากกระบวนการหนึ่งนำไปสู่ข้อร้องเรียนการสอบสวน และข้อกังขาจำนวนมากขนาดนี้ สภาฯ ควรจะปรับเพียงรายละเอียดปลีกย่อย หรือควรจะกลับไปตรวจสถาปัตยกรรมของระบบตั้งแต่ต้น

 

นายพรชัย ยังเสนอให้มีการชำแหละโครงสร้าง กกต. และประกอบใหม่ การแยกอำนาจที่ถูกรวมกัน และออกแบบใหม่ว่า อำนาจใดควรจะอยู่กับใคร คนจัดเกมไม่ควรเป็นคนเดียวกับคนที่ตัดสินเกมของตัวเอง

 

นายพรชัย ยังเห็นว่า กกต. มีเพียง 7 คน มีอำนาจตามกฎหมายอย่างสูงต่อกระบวนการทางการเมือง ทั้งอำนาจทางสืบสวน ไต่สวน สั่งนับคะแนนใหม่ หรือเลือกตั้งใหม่ ยิ่งอำนาจมาก ความรับผิดชอบต่อประชาชนก็ต้องมากตามไปด้วย โดยรายงานฉบับนี้เสนอให้ฟื้นกลไกประชาชน 50,000 คน เข้าชื่อเพื่อเริ่มกระบวนการถอดถอนองค์กรอิสระ พร้อมขอเรียกร้องให้รัฐสภา และรัฐบาล ช่วยเคารพเสียงประชาชน 21 ล้านเสียง ที่เห็นชอบให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยเร็ว และควรแก้ไขรายมาตราควบคู่ไป โดยเฉพาะการเลือก สว. และบทบาทของ กกต.

 

นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา  

 

“สว.พิสิษฐ์” กังขาเลือกตั้งครั้งใด DSI เข้ามาเกี่ยวข้อง – ชี้คดีฮั้ว สว. กกต. มีข้อสรุปแล้ว ควรเคารพกฎหมาย – เบื่อไม่พอใจก็ลงถนน เข้าวงจรปฏิวัติ-เขียนรัฐธรรมนูญใหม่

 

ด้าน นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายโดยตั้งข้อสังเกตถึงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 49 ที่บัญญัติเกี่ยวข้องโดยตรงกับกรณีที่หน่วยงานของรัฐ หรือพนักงานสอบสวน รับเรื่องความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งไว้พิจารณา โดยให้ กกต. เห็นสมควรดำเนินการเองได้ แต่ในขณะเดียวกัน กระแสสังคมก็ยังวิจารณ์คดีฮั้ว สว. เมื่อ กกต. มีคำวินิจฉัยไปแล้ว ทำให้เห็นว่า อำนาจของ กกต. ในมาตรา 49 เป็นเหมือนเส้นบาง ๆ ระหว่าง กกต. กับหน่วยงานสอบสวนอื่น ๆ เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงยุติธรรม เมื่อ สว. ถูกกล่าวหาแล้ว และส่งเรื่องไปที่ศาลฎีกาเรียบร้อยแล้ว ตนจึงขอตั้งคำถามว่า มีการเลือกตั้งครั้งใดที่ DSI เข้ามาตรวจสอบการเลือกตั้ง และแบบนี้เรียกว่ามาตรฐานใช่หรือไม่ ดังนั้น หากต้องการให้รายงานฉบับนี้สมบูรณ์ ตนอยากให้นำมาตรา 42 และ 49 ของกฎหมาย กกต. มาพิจารณาด้วยมาตรฐานการตรวจสอบขององค์กรอิสระ โดยนำหน่วยงานที่พรรคการเมืองเป็นรัฐมนตรีเข้ามาตรวจสอบด้วยว่า เป็นธรรมแล้วหรือไม่

 

นายพิสิษฐ์ ยังเห็นว่า เมื่อ กกต. มีคำวินิจฉัยเรียบร้อยแล้ว ก็ควรเคารพกฎหมาย อย่าใช้วิธีการเดิม ๆ และคาดหวังว่า การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเป็นการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม เพราะตนเบื่อกับการชวนคนลงถนนแล้วปฏิวัติ เขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อไม่พอใจก็ชวนประชาชนลงถนน และการปฏิวัติก็ตามมาอีก และก็ต้องทำรัฐธรรมนูญใหม่อีก และปี 2570 แล้ว จะเอาแบบนี้อีกหรือ ประเทศไทยเขียนรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับแล้ว ยังไม่สำเร็จเพราะ “รอไม่เป็น” รอให้คนอื่นบริหารให้เสร็จสิ้นก่อน แล้วค่อยใช้กระบวนการทางรัฐสภาดีกว่า 

 

นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา

ข่าวล่าสุด