🔵เปิดจุดเริ่มต้น “กติกาเปิดช่อง” ล็อกผลตั้งแต่ต้นน้ำ
นพ.ตุลย์ เปิดเผยว่า ปัญหาการฮั้วเลือก สว.67 ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่การออกแบบกติกาใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. โดย กกต. กำหนดให้เฉพาะผู้สมัครเท่านั้นที่มีสิทธิลงคะแนนเลือกกันเอง การจำกัดจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนในวงแคบ ส่งผลให้กระบวนการฮั้วและจัดตั้งทำได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ กกต. ระดับอำเภอยังปล่อยปละละเลยในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร ทำให้มีผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติหรือคุณสมบัติไม่ตรงกลุ่มเล็ดลอดเข้ามาเป็น "สารตั้งต้น" ในการแลกคะแนน โดยพบหลักฐานเส้นทางการเงินชัดเจนว่ามีคนของพรรคการเมืองจ้างวานให้มาลงสมัคร เพื่อช่วยโหวตส่งคนที่ถูกจัดตั้งให้ผ่านเข้าสู่ระดับจังหวัดและระดับประเทศ
🔵กางหลักฐาน 4 ขั้นตอน แฉขบวนการฮั้วระดับประเทศ
นพ.ตุลย์ ได้สรุปจุดสังเกตและหลักฐานสำคัญที่สะท้อนว่าการเลือก สว.67 ไม่บริสุทธิ์และไม่เที่ยงธรรม ดังนี้
- การแลกคะแนนและจัดตั้ง: พบรูปแบบตั้งแต่การจับคู่แลกคะแนนกลุ่มเล็ก ไปจนถึงการนัดแนะประชุมจัดตั้งนับสิบหรือนับร้อยคน โดยมีพรรคการเมืองอย่างน้อย 2-3 พรรคเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งพรรคฝั่งน้ำเงินและพรรคฝั่งส้ม ซึ่งในสำนวนการไต่สวนพบข้อมูลพุ่งเป้าไปที่พรรคภูมิใจไทย มีการนำเสนอแผนงานต่อกรรมการบริหารพรรคและผู้มีอำนาจเหนือพรรคเพื่อสั่งการ
- การนัดแนะก่อนวันเลือกจริง: ก่อนการเลือกระดับประเทศ มีการนำผู้สมัครที่ผ่านรอบจังหวัดมาเก็บตัวและประชุมนัดแนะทำโพยตามโรงแรมใกล้สถานที่จัดเลือก มีหลักฐานบันทึกการเข้าพัก สัญญาณโทรศัพท์ สัญญาณ GPS เส้นทางการเงิน และภาพคนของพรรคการเมืองปรากฏตัวในพื้นที่
- พกโพย-ใส่เสื้อสีเดียวกับเจ้าหน้าที่: ในวันเลือกจริงระดับประเทศ มีกลุ่มผู้สมัครแต่งกายใส่เสื้อสีเหลืองซึ่งเป็นสีเดียวกับเจ้าหน้าที่ กกต. รวมถึงมีการพกเอกสารโพยเข้าไป ทั้งที่ผู้สมัครคนอื่นถูกห้าม แม้จะมีการแจ้งเรื่องไปยังเลขาธิการ กกต. ในฐานะผู้อำนวยการจัดการเลือก สว. แต่กลับได้รับคำตอบว่าไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้
- คะแนนโดดผิดปกติ: ผลการลงคะแนนในรอบเลือกตรงและรอบไขว้ พบการลงคะแนนเรียงตามโพยอย่างชัดเจน โดยผู้ชนะ 6-7 ลำดับแรก มีคะแนนทิ้งห่างจากลำดับที่ 3-4 ถัดมาอย่างเห็นได้ชัด
🔵กางข้อกฎหมายเตือน กกต. หมดอำนาจตัดสิน ชี้ชะตา 14 ก.ย.
นพ.ตุลย์ ชี้ให้เห็นถึงประเด็นข้อกฎหมายว่า ขณะนี้ กกต. กำลังใช้อำนาจผิดขั้นตอน เนื่องจาก สว. ชุดนี้ได้รับการรับรองตำแหน่งมานานกว่า 2 ปีแล้ว ทำให้ขอบเขตอำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 เหลือเพียงการเป็น "ผู้ส่งฟ้องต่อศาลฎีกา" เท่านั้น ไม่ใช่ผู้ตัดสินความถูกผิดด้วยตนเองเหมือนช่วงก่อนการรับรอง
"หาก กกต. มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย กกต. มีหน้าที่ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาตัดสิน แต่ที่ผ่านมา กกต. กลับเลือกฟ้องเพียงคดีรายย่อย 3-4 คดี และมีท่าทีปกป้องกลุ่มฮั้วที่มีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง" นพ.ตุลย์ กล่าว
🔵จับตา กกต. จะ “จบสวย” หรือ “จบกัน”
สำหรับทางแยกสำคัญในวันที่ 14 กันยายน 2569 นี้ นพ.ตุลย์ ระบุว่าจะเป็นวันที่ กกต. ต้องลงมติครั้งสำคัญ หาก กกต. มีมติส่งฟ้องกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนต่อศาลฎีกาตามหลักฐานที่มีอยู่ในมือ เรื่องราวก็จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอน
แต่หากในวันที่ 14 ก.ย. นี้ กกต. มีมติไม่ดำเนินคดีหรือไม่ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด ภาคประชาชนพร้อมที่จะดำเนินคดีอาญากับคณะกรรมการ กกต. ยกชุด ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (ปฏิบัติหรือเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ) และการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 (2) อย่างถึงที่สุด