นัยสำคัญและฉากทัศน์การเมืองหลังมติ กกต.
อ่านต่อ -หากมองทะลุรายงานข่าวกรองชิ้นนี้ จะพบว่านี่ไม่ใช่เพียงการชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ธรรมดา แต่เป็นการ "เปิดเกมรุกประสาน 2 แนวรบ" ทั้งในและนอกสภา เพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางการเมือง โดยจุดชี้ขาดสำคัญที่สุดจะอยู่ที่ผลการลงมติของ กกต. ในวันที่ 14 กันยายนนี้
หากผลออกมาในลักษณะ "ยกคำร้อง" หรือ "ดำเนินคดีเฉพาะกลุ่มย่อย" คาดว่าจะเกิดแรงกระเพื่อมตามมาใน 3 มิติหลัก
มิติกฎหมาย: ฝ่ายนิติสงครามของฝ่ายค้านและภาคประชาชน เตรียมยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ทันที พร้อมยื่น ป.ป.ช. ตรวจสอบเรื่องจริยธรรม ซึ่งจะทำให้องค์กรอิสระตกเป็นจำเลยทางกฎหมายโดยตรง
มิติการเมืองนอกสภา: การเปิดเผยข้อมูลสำนวนคดีสู่สาธารณะจะถูกใช้เป็นชนวน ปลุกกระแสความไม่ไว้วางใจ สว. ชุดปัจจุบัน และอาจยกระดับไปสู่การนัดชุมนุมใหญ่หน้าสำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เพื่อบั่นทอนความชอบธรรมในการทำหน้าที่ของ สว. ในระยะยาว
มิติการเมืองในสภา: พรรคฝ่ายค้านเตรียมใช้กลไกคณะกรรมาธิการสภาฯ ดึงเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเส้นทางการเงิน และเชื่อมโยงประเด็นขยายผลไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลใน step ต่อไป
ดังนั้น กิจกรรมในวันที่ 13 กันยายน จึงเป็นเพียง "จุดเชื้อชนวนแรก" ที่ฝ่ายความมั่นคงต้องจับตาดูทุกฝีก้าว เพราะมติ กกต. ในวันที่ 14 กันยายน จะเป็นตัวกำหนดทิศทางทันทีว่า อุณหภูมิทางการเมืองไทยหลังจากนี้ จะทวีความร้อนแรงขึ้นมากน้อยเพียงใด