เนชั่นทีวี

ข่าว

'ปชน.-ภท.' สวนคนละที ปม 'การเมือง' แทรกแซง 'ดีเอสไอ' คดีฮั้ว สว.

09 ก.ย. 2569 | titayu_pur

'ปชน.-ภท.' สวนคนละที ปม 'การเมือง' แทรกแซง 'ดีเอสไอ' คดีฮั้ว สว.

“สส.ปชน.” ขอหั่นงบ “ดีเอสไอ” โยงไร้หลักประกันทำคดีฮั้ว สว. โดยอิสระ “ศุภชัย” ลุกโต้ ดีเอสไอไร้อำนาจทำคดีฮั้ว มีการเมืองยุคก่อนแทรกแซง-บิดเบือนสำนวน

“สส.ปชน.” ขอหั่นงบ “ดีเอสไอ” โยงไร้หลักประกันทำคดีฮั้ว สว. โดยอิสระ “ศุภชัย” ลุกโต้ ดีเอสไอไร้อำนาจทำคดีฮั้ว มีการเมืองยุคก่อนแทรกแซง-บิดเบือนสำนวน

KEY

POINTS

  • ปชน. จี้ตัดงบ DSI 2 ล้านบาท: น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.ปชน. ชี้ดีเอสไอไร้ความอิสระ หลังอธิบดีถูกย้ายปมสั่งฟ้อง คดีฮั้ว สว. เพียง 8 รายจากเครือข่ายหลักพัน
  • ภูมิใจไทย หนุนหั่นงบ อัดดีเอสไอทำเกินอำนาจ: นายศุภชัย ใจสมุทร ระบุคดีเกิดในรัฐบาลชุดก่อน ชี้ดีเอสไอไม่มีอำนาจสอบสวนโดยตรง และอัยการได้ตีคืนสำนวนแล้ว
  • ย้ำต้องรอ กกต. ชี้ขาดก่อนฟอกเงิน: ศุภชัยย้ำกระบวนการคดีฮั้ว สว. ต้องรอผลจาก กกต. ตามรัฐธรรมนูญ ก่อนสรุปฐานความผิดฟอกเงิน ชี้สำนวนเดิมถูกแทรกแซงบิดเบือน

9 กันยายน 2569 ที่ประชุมสภาฯ นัดพิเศษพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 มาตรา 21 เกิดการปะทะคารมอย่างดุเดือด เมื่อ พรรคประชาชน ร่วมหนุน ภูมิใจไทย เสนอปรับลดงบประมาณกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดย สส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ และ ศุภชัย ใจสมุทร ชี้ตรงกันถึงปัญหาความไม่เป็นอิสระของ ดีเอสไอ จากการถูกฝั่งการเมืองแทรกแซงย้ายอธิบดี และสั่งฟ้องเพียงบางกลุ่ม พร้อมจี้ตรวจสอบความถูกต้องทางกฎหมายของ คดีฮั้ว สว. ที่อัยการตีคืนสำนวน ซึ่งต้องรอผลสรุปจาก กกต. ก่อนดำเนินการ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กระบวนการยุติธรรม

 

ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาฯ นัดพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จในวาระสอง ต่อเนื่องเป็นวันที่สาม ได้เข้าสู่มาตรา 21 งบประมาณของกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานในกำกับ ซึ่ง กมธ.ปรับลดลงเหลือ 1.64 หมื่นล้านบาท

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอภิปรายของ สส. พรรคประชาชน ได้เจาะจงส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องคดีฮั้ว สว. โดย น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน อภิปรายขอปรับลดงบประมาณของดีเอสไอ ส่วนโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร 2 ล้านบาท พร้อมอภิปรายตั้งข้อสังเกตถึงความพยายามแทรกแซงคดีฮั้ว สว. จากฝ่ายการเมืองผ่านการย้ายอธิบดีดีเอสไอออกจากตำแหน่ง

 

ทั้งที่คดีฮั้ว สว. ที่ดีเอสไอส่งไปยังอัยการให้สั่งฟ้องผู้ต้องหาจำนวน 8 คน ซึ่งถูกตีกลับเพราะอัยการมองว่า เป็นขบวนการใหญ่ที่มีคนเกี่ยวข้องหลักพันคน ไม่สามารถสั่งฟ้องเพียง 8 คนได้ ดังนั้นการปรับลดเพื่อพัฒนาบุคลากรจึงต้องทบทวน เพราะหากส่งคนไปอบรมเรียนเส้นทางการเงิน แต่ขาดหลักประกันต่อการทำหน้าที่โดยอิสระ ถูกการเมืองแทรกแซง สั่งย้าย ทำให้การพัฒนาศักยภาพบุคลากรไม่มีประโยชน์

'ปชน.-ภท.' สวนคนละที ปม 'การเมือง' แทรกแซง 'ดีเอสไอ' คดีฮั้ว สว.

 

ขณะที่ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสนับสนุนคำแปรญัตติของ น.ส.พนิดา พร้อมอภิปรายว่า คดีฮั้ว สว. เกิดขึ้นในรัฐบาลอื่น ที่ไม่ใช่รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยตั้งเป้าให้ดึงเรื่องเข้าสู่คดีพิเศษ ส่วนที่อัยการตีสำนวนกลับ เพราะไม่เห็นด้วยกับบางข้อกล่าวหา ไม่ใช่เป็นอย่างที่อ้างว่าเป็นคดีที่เป็นขบวนการอาชญากรรมระดับชาติ

“ความจริงของคดี คือ ดีเอสไอไม่มีอำนาจ และการส่งคดีต้องรอฟังผลคดีจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน จึงจะสรุปว่าคดีฟอกเงินหรือซ่องโจรจะดำเนินการได้หรือไม่ ทั้งนี้กระบวนการมีจำนวนมาก อย่านำเฉพาะถ้อยคำที่ชอบใจมาเปิดเผย หรืออย่ามาพูดว่าดีเอสไอจะถูกแทรกแซงหากไม่สนองนโยบายฝ่ายการเมือง ทั้งนี้คดีนี้ที่ดีเอสไอเริ่มทำ ถูกสงสัยตั้งแต่ต้นว่าการเมืองแทรกแซงหรือไม่ หากมีการแทรกแซง ทำสำนวนบิดเบือนจนเชื่อว่าเป็นจริง ถึงจุดที่ต้องพิสูจน์โดย กกต. ในฐานะผู้มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ” นายศุภชัย อภิปราย

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ

 

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ กล่าวถึงงบการฝึกอบรม เนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษมีเกราะป้องกัน และยืนยันในเกราะป้องกันการเมืองว่าถ้าเข้าไปแทรกแซงในคดีฮั้ว สว. นั้น มันได้รับการพิสูจน์โดยศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยที่ 1/2569 ว่ารัฐมนตรีที่พูดว่าจะมีการแทรกแซง ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าไม่เป็นที่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่ผิดมาตรฐานจริยธรรม และระบุว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษมีอำนาจสอบสวนคำวินิจฉัยของชุดที่ 26 โดยเฉพาะคนของดีเอสไอ 2-3 คนที่ไปทำ

 

จากนั้น นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลุกประท้วงว่า ตามที่ประธานให้มาอภิปรายแต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะมาชี้แจง ซึ่งไม่ใช่เรื่องของท่าน ทุกคนรู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าอย่างไร และตนไม่ได้พาดพิงถึงท่าน จากนั้นประธานให้อภิปรายต่อ

 

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า การพูดเช่นนี้ต้องการจะยืนยันว่า งบที่ไปให้กรมสอบสวนและการฝึกมีความสำคัญ เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่า การติดตามเรื่องเงินมีความสำคัญและยอมรับหลักฐานการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ซึ่งในงบประมาณที่ตัดงบเงิน ตนก็ยังยืนยันว่าอยากให้กรมสอบสวนมีอำนาจในการสอบสวนอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีการแทรกแซงในยุคนี้ที่ไปย้ายคนที่สอบสวน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้และจะต้องมีการดำเนินคดีกับผู้ที่ไปแทรกแซง เพราะมีกฎหมายของกรมสอบสวนป้องกันอยู่

 

จากนั้นที่ประชุมได้เข้าสู่การลงมติในมาตรา 21 โดยมีมติ 279 ต่อ 139 เห็นชอบตามที่ กมธ. มีการแก้ไข

ข่าวล่าสุด