พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ในอดีตการปราบปรามยาเสพติดที่ประสบความสำเร็จ จะมีบุคคลสำคัญในพื้นที่ทำงานร่วมกัน 4 คน คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดกับผู้บังคับการตำรวจจังหวัด และนายอำเภอกับผู้กำกับการตำรวจ ก่อนจะเพิ่มอีก 2 คน คือ สาธารณสุขจังหวัดและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
แต่ปัจจุบัน คนกลุ่มนี้กลับกลายเป็น “ไม้ค้ำยัน” ให้กับนักค้ายาเสพติด เพราะมีความอ่อนแอ ไม่เข้มแข็ง และไม่สามารถต้านทานอิทธิพลของเงินได้ จนยอมสยบต่อยาเสพติด พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะมีการพูดถึงชุมชนเข้มแข็งและหมู่บ้านเข้มแข็ง แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่าชุมชนอ่อนแอ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน ทำให้ยาเสพติดจากสามเหลี่ยมทองคำสามารถเข้ามาถึงสุไหงโก-ลกได้ในเวลาไม่นาน
พ.ต.อ.ทวี ยังเสนอว่า สิ่งสำคัญคือการเพิ่มบทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัด โดยหากต้องการสร้างสังคมให้เข้มแข็ง ระบบการแต่งตั้งนายอำเภอก็ต้องเข้มแข็งด้วย เนื่องจากข้าราชการที่ย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ในส่วนภูมิภาค ทั้งด้านสาธารณสุขและตำรวจ ควรมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชา พร้อมเสนอว่า การสรรหาผู้ว่าราชการจังหวัดในอนาคตควรรับฟังความคิดเห็นของข้าราชการในจังหวัดด้วยว่า ต้องการใครมาเป็นผู้ว่าฯ เพื่อให้ความคิดเห็นจากกระทรวงมหาดไทยเป็นหนึ่งในเงื่อนไขประกอบการแต่งตั้ง
ส่วนการแก้ปัญหายาเสพติด พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า การฟื้นฟูสภาพทางสังคมมีความสำคัญอย่างมาก โดยผู้ว่าฯ และฝ่ายปกครองต้องติดตาม ให้คำปรึกษา และดูแลผู้ที่ติดยาเสพติด รวมถึงจัดสวัสดิการ การสงเคราะห์ ที่อยู่อาศัย การมีงานทำ และการศึกษา เพื่อให้ผู้ที่ผ่านการบำบัดสามารถกลับมาอยู่ร่วมกับสังคมได้ โดยหน้าที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการบำบัดทุกข์ ซึ่งปัจจุบันกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายยาเสพติด
ส่วนกระจายอำนาจ-ทบทวนงบจังหวัด พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงมหาดไทย โดยสนับสนุนการกระจายอำนาจ ต้องการให้รัฐส่วนกลางมีขนาดเล็กลง และให้ชุมชนกับท้องถิ่นมีขนาดใหญ่ขึ้นและเป็นศูนย์กลาง ดังนั้น การลดงบประมาณของจังหวัดโดยอาศัยเพียงความรู้สึกและความเข้าใจของผู้จ่ายเงิน โดยไม่มีการศึกษาวิจัยอย่างรอบด้าน อาจทำให้เกิดปัญหา พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงไม่ยุบกรมทางหลวงชนบท แล้วโอนภารกิจไปอยู่กับจังหวัด และเสนอให้มีการทบทวนเรื่องดังกล่าว
พ.ต.อ.ทวี ยังกล่าวถึงปัญหาการทุจริตสอบท้องถิ่นในการใช้เงินซื้อตำแหน่ง แก้ปัญหาความต้องการที่อยากเข้ารับราชการ โดยเห็นว่าท้องถิ่นเป็นช่องทางสำคัญ ที่จะเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ได้พัฒนาท้องถิ่นของตัวเอง แต่ในการจัดสรรงบประมาณครั้งนี้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกลับไม่มีการตั้งงบประมาณในส่วนดังกล่าว
พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า จากการทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการกฎหมาย สภาผู้แทนราษฎร พบประเด็นการทุจริตในการสอบท้องถิ่น โดยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือ มศว ได้รับค่าจ้าง 113 ล้านบาท ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้งบประมาณในการเปิดรับสมัครเกือบ 200 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.ทวี ตั้งข้อสังเกตถึงคุณภาพข้อสอบว่าไม่ได้มาตรฐาน และไม่ทราบว่ามีการนำข้อสอบมาจากแหล่งใด พร้อมกล่าวถึงข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตในการสอบว่า มีทั้งกรณีข้าราชการปลอมและการใส่คะแนน โดยเห็นว่าควรนำงบประมาณที่เสนอปรับลดมาใช้แก้ปัญหา เพื่อให้ได้บุคลากรที่ดีเข้ามาทำงานในท้องถิ่น
ทั้งนี้ พ.ต.อ.ทวี ยังกล่าวถึงขอบเขตอำนาจของกระทรวงมหาดไทย ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตามกฎหมาย โดยเฉพาะพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ซึ่งกำหนดให้มีการเลือกกันเองในระดับอำเภอ โดยมีนายอำเภอเข้ามามีบทบาท และในระดับจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัดเข้ามาเกี่ยวข้อง
"หากนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่ได้ร่วมกับการทุจริตหรือการโกงฮั้ว สว. ก็ไม่มีสิทธิที่จะขึ้นมาได้ ผมไม่ได้กล่าวหาใคร แต่กระบวนการกฎหมายเป็นอย่างนั้น"
การมีกลุ่มบุคคลจำนวนมากเข้ามาในกระบวนการเลือก สว. ในแต่ละจังหวัด และการที่อำนาจอยู่ที่นายอำเภอกับผู้ว่าฯ อาจส่งผลกระทบต่อความเป็นประชาธิปไตยอย่างมาก จึงเห็นว่าควรนำงบประมาณมาใช้แก้ไขปัญหาในประเด็นดังกล่าว