“อัจฉริยะ” ร้องสอบ “ขยะพิษ” ฝังกลบพื้นที่ EEC
8 กันยายน 2569 นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ขอให้ตรวจสอบขบวนการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะพิษที่นำเข้ามาจากอเมริกาและขยะพิษไปฝังกลบในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา โดยนำข้อมูลของขบวนการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะพิษ จากประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีบริษัทที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 16 บริษัท จำนวน 126 ตู้คอนเทนเนอร์ผ่านเข้ามาที่ท่าเรือแหลมฉบัง ก่อนกระจายไปคัดแยกชิ้นส่วนที่โรงงานภายในจังหวัดฉะเชิงเทรา และชลบุรี และเมื่อคัดแยกชิ้นเสร็จแล้วจะนำชิ้นส่วนที่เหลือไปฝังกลบตามพื้นที่ที่ทางบริษัทได้เช่าไว้ในจังหวัดปราจีนบุรี
ซึ่งบริษัททั้งหมดพบมีเจ้าของตัวจริงเป็นชาวจีน และมีคนไทยเป็นนอมินีจัดตั้งบริษัท ส่วนขั้นตอนการลักลอบขนเข้ามาพบว่าบางครั้งจะใช้วิธีการแจ้งสินค้าเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และใช้วิธีขนผ่านมายังจุดฟรีโซน ทำให้รอดพ้นการตรวจสอบจากศุลกากร และยังระบุอีกว่าคดีดังกล่าวเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากมีมูลค่าความเสียหายมากกว่า 30 ล้านบาท อีกทั้งส่วนตัวยังเชื่อว่าน่าจะมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง
ความเคลื่อนไหวของ อัจฉริยะ กลับมาอีกครั้งหลังจากที่ก่อนหน้านี้ ตำรวจกองปราบปรามจับกุมนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ พร้อมพวก 6 ราย เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ในข้อหาร่วมกันกรรโชกทรัพย์ โดยถูกกล่าวหาว่า เรียกเงินจำนวน 2.5 ล้านบาท แลกกับการไม่ไลฟ์แฉกรณีปล่อยตัวผู้ต้องหาชาวจีน ผู้เสียหายจ่ายเงินไปแล้วแต่ถูกเรียกเก็บเพิ่มจึงเข้าแจ้งความ โดยผู้ต้องหาแบ่งหน้าที่กันทำเป็นขบวนการ (เข้าหาผู้เสียหาย ข่มขู่กดดัน และรับเงิน) ทั้งนี้ นายอัจฉริยะได้ให้การปฏิเสธ และต่อมาศาลอาญาได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว และคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา
“สนธิ” ประกาศปลุกม็อบ ชำแหละปัญหารัฐบาล “อนุทิน”
และที่น่าจับตามองมากที่สุด คือ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมกลุ่มแกนนำ ร่วมแถลงทิศทางการเคลื่อนไหวครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด "เอาประเทศไทยของเราคืนมา" ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของประชาชนต่อปัญหากลุ่มทุน และชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย ใช้คนไทยเป็น "นอมินี" รวมถึงประเด็นการถือครองที่ดินและทรัพย์สินในไทย
โดยกล่าวถึงปัญหาที่มองว่าเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เข้มงวด พร้อมวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่าปล่อยปละละเลยการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน โดยยกตัวอย่างกลุ่มทุนและชาวต่างชาติหลายสัญชาติที่ถูกกล่าวถึงในประเด็นธุรกิจสีเทา รวมถึงปัญหาการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มนายทุนขนาดใหญ่ การเร่งรัดอนุมัติโครงการศูนย์ข้อมูล (Data Center) และความล่าช้าในการจ่ายเงินเยียวยาฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ ด้วย
แม้วันนี้นายสนธิ ยังไม่มีการลงเดินขบวนบนท้องถนน แต่ก็มีการเชิญชวนประชาชนร่วมกันเรียกร้องสิทธิ ความเป็นธรรม และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมบนแผ่นดินไทย ท่ามกลางการจับตาว่า “เอาประเทศไทยของเราคืนมา”
การออกมาปรากฏตัวของ “ทนายความ-นักเคลื่อนไหว-ผู้นำม็อบ” ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ยิ่งทำให้หน้าสื่อเต็มไปด้วยข่าวใหญ่ ดึงความสนใจของสังคม หลายฝ่ายมองว่าความพยายามในการเคลื่อนประเด็นสำคัญอย่าง ฮั้ว สว. / โกงสอบท้องถิ่น / ต่างชาติละเมิดกฎหมาย อาจถูกลดความสำคัญลงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ทุกกลุ่มล้วนมีประเด็นที่อ้างว่าเป็นปัญหา ของสังคม และตั้งใจทำเพื่อประชาชนทั้งสิ้น จึงต้องจับตากันต่อไป จะพัฒนาไปสู่การเคลื่อนไหวรูปแบบใดต่อไป