นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า มีข้อเสนอสำคัญเพื่อให้รัฐบาลดำเนินการเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งสภาวะเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง จึงควรหาแนวทางบริหารความเสี่ยงโครงการต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่อาจส่งผลกระทบได้ และการบริหารจัดการหนี้สาธารณะให้ลดลงในระยะยาว เพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังไว้ในกรณีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพการคลังและวินัยการเงินการคลังของประเทศในอนาคต พร้อมทั้งควรทบทวนปรับลดหน่วยงานที่หมดความจำเป็นที่มีภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น เพื่อลดภาระงบประมาณของภาครัฐ รวมทั้งควรพิจารณาปรับกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับความครอบคลุมแหล่งเงินหรือเงินนอกงบประมาณ เพื่อให้เกิดการพิจารณางบประมาณที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า มีการปรับลดงบประมาณ 11,162 ล้านบาท โดยพิจารณาจากความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งเป้าหมายและผลการดำเนินงานจริง ความคุ้มค่า ความพร้อม และศักยภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ ตลอดจนให้ความสำคัญกับเงินนอกงบประมาณหรือรายได้ที่จัดเก็บเองของหน่วยรับงบประมาณ ดังนี้
- 1.รายการผลการดำเนินงานที่มีผลล่าช้ากว่ากำหนดไว้และคาดว่าไม่สามารถจ่ายเงินได้ทันในปีงบประมาณ หรือรายการผูกพันงบประมาณเดิมที่มีผลการจัดซื้อจัดจ้างต่ำกว่างบประมาณที่เสนอไว้
- 2.รายการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งไม่เป็นค่าใช้จ่ายในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ
- 3.รายการที่สามารถชะลอได้โดยไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน หรือทบทวนโครงการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย
- 4.การยกเลิกโครงการหรือสามารถใช้เงินจากแหล่งอื่นนอกจากเงินงบประมาณได้
สำหรับการเพิ่มงบประมาณนั้น ทาง กมธ.ฯ ได้พิจารณาเพิ่มงบประมาณตามความเหมาะสม จำเป็นให้เพียงพอกับการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงาน เช่น งบกลาง ซึ่งตนและ กมธ.ฯ ยินดีตอบข้อซักถามของสมาชิกต่อไป