“ฮั้ว สว.” น่ารังเกียจ แฉ 10 พฤติการณ์ รอวัดใจ กกต. เคาะมติชี้ชะตา 14 ก.ย.นี้
06 ก.ย. 2569 | natthanan_chu

“ฮั้ว สว.” น่ารังเกียจ แฉ 10 พฤติการณ์ รอวัดใจ กกต. เคาะมติชี้ชะตา 14 ก.ย.นี้ หลังคณะสืบสวนชุด 26 ชี้มูลความผิด 229 ราย
ข่าว
06 ก.ย. 2569 | natthanan_chu

“ฮั้ว สว.” น่ารังเกียจ แฉ 10 พฤติการณ์ รอวัดใจ กกต. เคาะมติชี้ชะตา 14 ก.ย.นี้ หลังคณะสืบสวนชุด 26 ชี้มูลความผิด 229 ราย
KEY
POINTS
6 กันยายน 2569 นับถอยหลัง 8 วันก่อนจะถึงวันลงมติ คดี “ฮั้ว สว.” ในวันที่ 14 ก.ย. 2569 โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน แม้คอการเมืองจะคาดการณ์ผลกันไปต่างๆ นานา แต่ ”เนชั่นออนไลน์“ อยากชวนสรุปพฤติการณ์ขบวนการฮั้วครั้งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยนี้
ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ขบวนการฮั้ว สว. ถ้ามีจริง ถือเป็นพฤติกรรมที่ “น่ารังเกียจ” และข้อกล่าวหาที่พุ่งตรงมายังพรรคภูมิใจไทยนั้น เพื่อดิสเครดิตทางการเมืองมากกว่า
“เนชั่นออนไลน์” ซึ่งได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวระดับสูง รับรู้ข้อมูลจากรายงานการไต่สวนของ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ของ กกต. ที่พิจารณาสำนวนคดี ฮั้ว สว. กล่าวหาผู้เกี่ยวข้อง 229 ราย ได้ประมวลข้อมูลที่เราได้รับมาอย่างต่อเนื่อง พบว่า ผู้ถูกกล่าวหามีหลายกลุ่ม กลุ่มหลักๆ คือ (1) สว.ตัวจริง 138 ราย และเครือข่ายของฝ่ายการเมือง พรรคการเมือง และ (2) นักการเมืองท้องถิ่นอีก 91 ราย
แต่ข้อมูลที่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ ไม่ได้ระบุชัดว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นฝ่ายการเมืองมาจากพรรคการเมืองใดบ้าง มีแต่การนำเสนอข่าวจากสื่อบางแขนงว่า มีแกนนำรัฐบาลในปัจจุบันตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาด้วยจำนวนหนึ่ง
แต่เมื่อประมวลข้อมูลที่ได้รับมาจากแหล่งข่าว โฟกัสเฉพาะ “ฝ่ายการเมือง” ซึ่งเราไม่ยืนยันว่าเป็นพรรคใด แต่เป็นพฤติการณ์ที่ “คณะ 26” บรรยายไว้ในรายงานว่า เกี่ยวข้องทั้งทางตรง และทางอ้อมในขบวนการฮั้ว สว. เพื่อนำมายืนยันตามคำสัมภาษณ์ของท่านนายกฯอนุทินว่า เป็นพฤติกรรม “น่ารังเกียจ” จริงๆ ในทางการเมือง ได้แก่
1. ขบวนการฮั้ว สว. ริเริ่มโดย “กลุ่มนักการเมืองรุ่นใหม่” ในพรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่ง แทนที่จะใช้อุดมการณ์ประชาธิปไตยในการต่อสู้ทางการเมือง แต่กลับใช้วิธี ”ฮั้ว“ ในการยึดวุฒิสภา หรือสภาสูง ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติ
2. มีการ “วางระบบฮั้ว” อย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยมีที่ปรึกษาเป็น “นักคณิตศาสตร์” ในเครือข่ายพวกตน
3. ก่อนดำเนินการ มีการนำไอเดียไปขาย และรายงานต่อที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค โดยใช้สถานที่ “ที่ทำการพรรค”
4. แกนนำพรรคที่นั่งฟัง มีตั้งแต่ ผู้นำจิตวิญญาณของพรรค, หัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค
5. วางแผนดำเนินการให้เป็นความลับ โดยระดมบุคลากรมาร่วมกันทำ และแบ่งงานกันทำ เช่น เก็บโทรศัพท์มือถือก่อนเข้าประชุม ป้องกันการบันทึกภาพ บันทึกเสียง, การนำเสนอในที่ประชุมพรรค ใช้แฟลชไดรฟ์แบบ ”ออฟไลน์“ ป้องกันการถูกตรวจสอบย้อนกลับ เข้าข่ายพฤติการณ์ “อั้งยี่ - ซ่องโจร“ ตามประมวลกฎหมายอาญา
6. ใช้เครือข่าย สส.ของพรรคแต่ละจังหวัด ระดมและเกณฑ์คนลงสมัครตั้งแต่ระดับอำเภอให้ครบทั้ง 20 กลุ่มอาชีพทั่วประเทศ
7. มีการเจรจาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ตั้งแต่ต้น เช่น สูตรโควตา หาก สส. หรือหัวหน้าทีมรวบรวมโหวตเตอร์ระดับประเทศได้ 15–20 คน จะได้โควตา สว. ตัวจริง 1 คน
8. เงินงบประมาณที่ใช้ นัดเปิด “หัวจ่าย“ ณ ที่ทำการพรรค ข้อมูลจากปากคำพยาน บอกห้อง บอกชั้น เล่าลักษณะห้อง ความจุของจำนวนคน และอุปกรณ์ตกแต่งห้อง เช่น จอแอลอีดี ติดอยู่ฝั่งไหน อย่างไร ฯลฯ อย่างชัดเจน ตัวเลขงบประมาณเท่าที่ ”คณะ 26“ รวบรวมหลักฐานได้ คือการจ่ายขั้นต่ำเบื้องต้นให้แต่ละจังหวัดที่มีปฏิบัติการเกณฑ์คนลงสมัคร จังหวัดละ 1,000,000 บาท นำไป ”กระจาย“ ให้กับโหวตเตอร์ระดับอำเภอ และต่อเนื่องถึงระดับจังหวัด รวมถึงระดับประเทศ กรณีถูกวางตัวโหวตเตอร์ไว้ถึงระดับประเทศ
9. บังคับให้โหวตเตอร์เซ็น "ใบลาออกล่วงหน้า“ ใบลาออกไม่ลงวันที่ ไม่ระบุตำแหน่งชัดเจน แต่ให้ลงชื่อไว้ และแนบสำเนาบัตรประชาชน ใบลาออกนี้จึงสามารถใช้ได้ครอบคลุมทุกคน ทั้งคนที่หลุดเข้าไปเป็น สว.ตัวจริง และคนที่เป็นโหวตเตอร์ พลีชีพ แล้วได้รับตำแหน่งผู้ช่วย สว. ผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษา เป็นการตอบแทน ล็อกเครือข่ายทุกตำแหน่ง เพื่อป้องกันการหักหลัง และพร้อมคัตเอาต์ทุกขั้นตอน
10. ระดมแกนนำพรรค และทุกองคาพยพของพรรค ร่วมปฏิบัติการ “จัดขบวนการฮั้ว” เช่น เป็นติวเตอร์ คุมและจัดอบรมโหวตเตอร์ตามจุดนัดพบ โรงแรม ที่พัก รีสอร์ท และบริษัทในเครือข่าย 8-12 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑล ช่วงก่อนวันเลือกระดับชาติ
โดยแกนนำมีทั้งระดับเสนาบดี / ระดับ สส. / ระดับอดีต สส. / นายทุนหรือหัวจ่ายของพรรค / ทีมงานของ สส. เช่น ผู้ช่วย สส. เสมียนในพื้นที่ ร่วมกันทำงาน และแบ่งงานกันทำ บางส่วนทำหน้าที่เป็น “หัวจ่าย” ทั้งระดับจังหวัด ระดับภาค “เสนาบดี” บางราย ปฏิบัติการเจรจาทีมฮั้ว โดยใช้ห้องทำงานในกระทรวงเศรษฐกิจเลยทีเดียว
นอกจากนั้น ยังตกลงนัดแนะใส่เสื้อสีเหลือง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มพวกตน ให้ง่ายต่อการติดต่อประสานงาน และกลมกลืนกับผู้ปฏิบัติงานของ กกต. ในวันเลือก สว.ระดับประเทศ และอีกด้านหนึ่งก็มีอ้างถึง ”สถาบันหลักของชาติ“ เพื่อทำให้เครือข่ายทีมฮั้วยอมร่วมปฏิบัติการ และไม่กล้าหักหลัง
ทั้ง 10 พฤติการณ์นี้ ถ้าเกิดขึ้นจริง ย่อมถือได้ว่าเป็น “พฤติกรรมน่ารังเกียจ” ตามที่ท่านนายกฯพูดแน่ๆ ซึ่งท่านในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร สามารถสั่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เร่งดำเนินคดี สั่งฟ้องคนเหล่านี้ให้ไปพิสูจน์ความจริงในศาลได้ เพราะดีเอสไอก็รับเป็นคดีพิเศษไว้แล้ว
ส่วน “คณะ 26” ของ กกต. ได้สรุปความเห็น
(1) เสนอ กกต. ให้ ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัคร / สิทธิเลือกตั้ง (ใบดำ/ใบแดง)
(2) ส่งดำเนินคดีอาญากลุ่มแกนนำ-กรรมการบริหารพรรคการเมือง / สส./ รัฐมนตรี / เครือข่ายการเมือง / และ สว. ตัวจริงที่ได้รับเลือกจากโพยฮั้ว รวม 229 ราย
(3) ส่งเรื่องให้นายทะเบียนพรรคการเมืองดำเนินการตาม พ.ร.ป. พรรคการเมือง เพื่อเสนอศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมือง