•กระบวนการประสานงานราชทัณฑ์: ให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์แจ้งข้อมูลรายชื่อ สัญชาติ และสำนวนคดีของต่างด้าวกลุ่มดังกล่าว ส่งต่อปลัดกระทรวงมหาดไทย "ก่อนปล่อยตัวจากเรือนจำไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน" เพื่อให้พิจารณาออกคำสั่งเนรเทศโดยไม่ชักช้า ซึ่งคำสั่งนี้สามารถกำหนดเวลา "ห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร" พ่วงไปด้วยได้ ส่วนกรณีที่ศาลสั่งรอการลงโทษหรือสั่งปรับ ให้สำนักงานศาลยุติธรรมแจ้งข้อมูลต่อปลัดกระทรวงมหาดไทยโดยด่วนเพื่อดำเนินการทันที
•หลักสิทธิมนุษยชนและการส่งกลับ (ข้อ ๖ - ๘): การออกคำสั่งเนรเทศต้องคำนึงถึงกฎหมาย มติ ครม. และพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยเจ้าพนักงานจะส่งตัวกลับไปยังประเทศสัญชาติเดิม หรือหากไม่มีสัญชาติแน่นอน จะส่งกลับไปยังประเทศที่ผู้นั้นแจ้งว่าอยู่เป็นครั้งสุดท้ายก่อนเข้าไทย
• ข้อยกเว้นกรณีอันตรายและการลี้ภัยไปยังประเทศที่สาม: หากมีประเทศอื่นหรือองค์การระหว่างประเทศร้องขอผ่านวิธีทางการทูตภายใน ๗ วัน นับจากวันสั่งเนรเทศ เพื่อขอรับตัวต่างด้าวผู้นั้นไปยังประเทศของตนหรือประเทศที่สาม โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัย (เสี่ยงต่อการถูกทรมาน ถูกกระทำโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรี หรืออุ้มหาย) และประเทศผู้ร้องขอยินดีรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยที่ผู้ถูกเนรเทศยินยอมเป็นหนังสือ ก็สามารถส่งตัวไปได้
•กรอบเวลาดำเนินการ: การเนรเทศตามคำร้องขอของต่างประเทศต้องเสร็จสิ้นใน ๓๐ วัน โดยรัฐมนตรีขยายเวลาได้อีกไม่เกิน ๒ ครั้ง ครั้งละไม่เกิน ๓๐ วัน หากเกินกำหนดแล้วยังส่งไปประเทศที่ร้องขอไม่ได้ ให้เจ้าพนักงานส่งกลับประเทศต้นทาง/สัญชาติเดิมตามขั้นตอนปกติทันที
นอกจากนี้ ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการเนรเทศ (ข้อ ๙) กำหนดให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง และหากเกิดปัญหาในการปฏิบัติตามระเบียบนี้ (ข้อ ๑๐) ให้ยึดตามคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นเด็ดขาด
คลิกอ่านฉบับเต็ม >>>> ระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569
พิจารณาจาก ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ฉบับนี้ สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลอนุทิน ได้มีการยกระดับความมั่นคงภายในประเทศ และจัดระเบียบกลั่นกรองคนต่างด้าวอย่างจริงจัง เพื่อคืนความสงบสุขและปลอดภัยให้แก่ประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอย่างถูกกฎหมาย