นพ.เปรมศักดิ์ อภิปรายอีกว่า เงินที่นำมาใช้บริหารองค์กรเป็นเงินจากภาษีของประชาชน ผู้บริหารจึงควรตระหนักถึงความประหยัดและความคุ้มค่า โดยเฉพาะเมื่อไทยพีบีเอสเป็นองค์กรสื่อสาธารณะ ไม่ใช่ส่วนราชการประเภทกระทรวงหรือกรม จึงควรอธิบายให้สังคมเข้าใจถึงความจำเป็นในการจ่ายค่าตอบแทนหรือสวัสดิการลักษณะดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามถึงความจำเป็นของการมีสถานีโทรทัศน์ภาครัฐและสื่อสาธารณะทั้ง NBT ช่อง 11 และไทยพีบีเอส หากบทบาทและเนื้อหามีลักษณะใกล้เคียงกัน โดยเห็นว่า ต้องแสดงให้ประชาชนเห็นถึงความแตกต่างและความคุ้มค่าของงบประมาณอย่างชัดเจน
อีกประเด็นที่ นพ.เปรมศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตอย่างเข้มข้น คือ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของไทยพีบีเอส โดยตั้งคำถามถึงการใช้วิธีเฉพาะเจาะจงในหลายโครงการว่า มีความจำเป็นและสอดคล้องกับหลักการแข่งขัน ความโปร่งใส และกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่ โดยเฉพาะหากมีการเลือกผู้รับจ้างรายเดิมต่อเนื่องหลายปี ยิ่งจำเป็นต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาถึงความสัมพันธ์หรือการเอื้อประโยชน์
นพ.เปรมศักดิ์ ยกตัวอย่างการผลิตสารคดีเกี่ยวกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ในวาระครบรอบ 50 ปี เมื่อปี 2566 ซึ่งมีการว่าจ้างเอกชนผลิตด้วยวงเงินประมาณ 2-3 ล้านบาท ทั้งที่ไทยพีบีเอสมีบุคลากรและศักยภาพด้านการผลิตรายการของตนเอง จึงควรพิจารณาว่าการว่าจ้างภายนอกมีเหตุผลและเกิดความคุ้มค่าสูงสุดจริงหรือไม่
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เงินที่ไทยพีบีเอสได้รับไม่ใช่เงินส่วนตัวขององค์กร แต่เป็นเงินภาษีของประชาชน เมื่อประกาศตัวเป็นสื่อสาธารณะที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ก็ต้องพร้อมรับคำถามและการตรวจสอบจากสังคม
“ผมต้องการให้สถานีแห่งนี้เป็นหูเป็นตาให้ประชาชน สอดส่อง ตีแผ่ และขุดคุ้ยสิ่งฉ้อฉลต่าง ๆ แต่เราต้องไม่เป็นเสียเอง องค์กรต้องคืนภาษีให้ประชาชนอย่างคุ้มค่า มีผลงานจับต้องได้ และเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนผู้ไม่มีปากเสียง” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารไทยพีชีเอสชี้แจงว่า สิ่งที่ดำเนินการมาดำเนินการถูกต้องตามระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรีและสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) การดำเนินการสุจริตแต่อาจจะบกพร่องบ้างก็จะขอนำไปปรับปรุงแก้ไข พร้อมกับจะทำรายงานเสนอมายังวุฒิสภาใน 1 เดือนว่า ไทยพีบีเอสจะแก้ปัญหาที่สมาชิกอภิปรายอย่างไรบ้าง