เนชั่นทีวี

ข่าว

“กรณ์” ประกาศ ปชป.คว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ย้ำไม่ใช่คำตอบแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

26 ส.ค. 2569 | prisana_tha

“กรณ์” ประกาศ ปชป.คว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ย้ำไม่ใช่คำตอบแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

“กรณ์” ประกาศ ปชป.คว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ย้ำไม่ใช่คำตอบแก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศ-ประชาชน ชี้แผนเปลี่ยนผ่านพลังงานรัฐบาลไม่ทันกรอบกู้เงิน 1 ปี

“กรณ์” ประกาศ ปชป.คว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ย้ำไม่ใช่คำตอบแก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศ-ประชาชน ชี้แผนเปลี่ยนผ่านพลังงานรัฐบาลไม่ทันกรอบกู้เงิน 1 ปี

KEY

POINTS

  • กรณ์ จาติกวณิช ค้าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ชี้แม้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 6 คนที่ศาลเชิญมาให้ความเห็นไม่มีใครเห็นด้วยกับการออก พ.ร.ก.
  • ชี้เศรษฐกิจไทยยังเป็นเพียงภาวะชะลอตัว ไม่ถึงขั้นวิกฤต พร้อมตั้งข้อกังวลการกู้ผ่าน พ.ร.ก. อาจลดการตรวจสอบ และการกู้มาแจกหรือพยุงราคาพลังงานแก้ปัญหาได้เพียงชั่วคราว ไม่แตะปัญหาเชิงโครงสร้าง
  • เตือนหนี้สาธารณะปัจจุบันแตะ 67% ของ GDP หากรวมการกู้เพิ่มเติมอาจทะลุเพดาน 70% กระทบพื้นที่การคลังและงบลงทุนในอนาคต ด้านประชาธิปัตย์และฝ่ายค้านจึงไม่เห็นชอบ พ.ร.ก.ฉบับนี้

26 สิงหาคม 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในการพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท(พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน) เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ที่นายกรัฐมนตรี ได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ (26 ส.ค.) ว่า แม้ศาลรัฐธรรมนูญ จะมีมติเสียงข้างมากว่า การออกตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ก็ต้องย้อนกลับพิจารณาผลสรุปคำวินิจฉัย ที่ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 6 คนที่ศาลเชิญมาให้ความเห็น ทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี, นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตลอดจนนักวิชาการด้านกฎหมายและเศรษฐศาสตร์ ที่ไม่มีใครเห็นชอบกับการออกพระราชกำหนดฉบับนี้ เนื่องจาก มองว่า สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นวิกฤตความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และโครงการขาดความชัดเจน และสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดวินัยการเงินการคลังของรัฐธรรมนูญ

กรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์

 

นายกรณ์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตการกู้เงินครั้งนี้ ปัจจุบันเศรษฐกิจประเทศเพียงชะลอตัว และการกู้ผ่านพระราชกำหนด ยังหลีกเลี่ยงการตรวจสอบที่เข้มข้นเหมือนงบประมาณรายจ่ายประจำปี และประเทศไทย กำลังเผชิญ 4 ปัญหาหลัก คือ GDP โตต่ำ ปัญหาขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด รายได้แท้จริงของประชาชนติดลบเกือบ 3% และปัญหาสินค้าราคาแพงจากค่าน้ำมัน ซึ่งการกู้เงินมาแจก หรือพยุงชั่วคราว ไม่สามารถแก้ปัญหาโครงสร้างได้จริง

 

พร้อมยังเห็นว่า ความเร่งด่วนในโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานของรัฐบาล อาจไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ทัน โดยหยิบยกข้ออ้างจากโครงการติดตั้ง Solar Rooftop 500,000 ถึง 1,000,000 ครัวเรือนนั้น ไม่สามารถเป็นไปได้ในทางปฏิบัติที่จะทำเสร็จก่อนพระราชกำหนด จะหมดอายุในวันที่ 30 กันยายน 2567 เพราะกำลังการติดตั้งจริงของประเทศทำได้เพียงปีละ 100,000 ถึง 200,000 ครัวเรือน ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 5 ปี และกฎหมาย ไม่อนุญาตให้กู้เงินมากองไว้ล่วงหน้า เพราะจะทำให้เกิดภาระดอกเบี้ย

นายกรณ์ ยังย้ำว่า การกู้เงินครั้งนี้นั้น ปัจจุบันหนี้สาธารณะประเทศแตะ 67% ของ GDP หากรวมการกู้ชดเชยขาดดุลงบประมาณปี 2569–2570 และเงินกู้ตามพระราชกำหนดอีก 400,000 ล้านบาท หนี้จะเพิ่มขึ้นอีก 1,800,000 – 1,900,000 ล้านบาท ซึ่งจะดันให้หนี้สาธารณะทะลุเพดาน 70% ทันที ส่งผลให้รัฐบาลปี 2571 จะไม่เหลือพื้นที่ทางการคลังในการจัดสรรงบลงทุน 20% ตามที่กฎหมายบังคับ ดังนั้นแล้ว

 

นายกรณ์ ยังเห็นว่า การกู้เงินมาแจก แม้จะมีคนชอบ มีผลต่อเศรษฐกิจชั่ววูบ แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจหลักของประเทศ และประชาชนได้ ดังนั้น จึงต้องคำนึงถึงความถูกต้อง และประโยชน์สูงสุดของประชาชน ซึ่งพระราชกำหนดกู้เงินฉบับนี้ ยังไม่ใช่คำตอบในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคร่วมฝ่ายค้าน จึงไม่อาจให้ความเห็นชอบกับการตราพระราชกำหนดฉบับนี้ได้

ข่าวล่าสุด