นายกฯ แจง พ.ร.ก.กู้เงินฯ ย้ำจำเป็นเร่งด่วน-สกัดวิกฤตซ้ำซ้อน
26 ส.ค. 2569 | katchatapong_lee

นายกฯ แจง พ.ร.ก.กู้เงินฯ แก้วิกฤตพลังงาน ย้ำจำเป็นเร่งด่วน-สกัดวิกฤตซ้ำซ้อน – เปลี่ยนผ่านพลังงาน – ยืนยันไม่ขัดวินัยการคลัง มีแผนชำระหนี้-มีหลักเกณฑ์โปร่งใส
ข่าว
26 ส.ค. 2569 | katchatapong_lee

นายกฯ แจง พ.ร.ก.กู้เงินฯ แก้วิกฤตพลังงาน ย้ำจำเป็นเร่งด่วน-สกัดวิกฤตซ้ำซ้อน – เปลี่ยนผ่านพลังงาน – ยืนยันไม่ขัดวินัยการคลัง มีแผนชำระหนี้-มีหลักเกณฑ์โปร่งใส
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ภายหลังคณะรัฐมนตรี เห็นชอบและมีผลใช้บังคับ ตั้งแต่ 9 พฤษภาคม 2569 และศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยพระราชกำหนดฯ ฉบับนี้ ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแล้ว โดยย้ำว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เป็นวิกฤตพลังงานที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มีการปิดเส้นทางการเดินเรือที่ช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้แหล่งพลังงานหลักของโลกต้องหยุดการขนส่ง แต่ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันยังคงเท่าเดิม ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นต้นทุนการผลิต และสถานการณ์ปัจจุบัน ยังคงมีความไม่แน่นอน
นายกรัฐมนตรี ยังย้ำวิกฤตดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตปากท้อง ที่มีผลกระทบต่อเนื่องหลายระลอก จากทั้งความตื่นตระหนก และราคาพลังงานเพิ่ม ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น รวมถึงค่าครองชีพประชาชนสูง ทำให้กำลังซื้อของประชาชนลด และยังมีความเสี่ยงต่อการผลิต และการจ้างงาน เสี่ยงทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวการอัตราเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจตกต่ำในระยะถัดไป ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรง และยากต่อการแก้ไข จากสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า ความไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสิ้นสุดลงเมื่อใด และการกลับเข้าสู่ปกติของสถานการณ์พลังงาน ที่ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน หากไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ก็ยังคงต้องแบกรับความเสี่ยงต่อไป จึงถือเป็นวิกฤตซ้อนกันหลายระลอก และต้องจำกัดไม่ให้ขยายตัว และแหล่งงบประมาณเดิมมีข้อจำกัด และไม่ทันการณ์ ไม่เพียงพอต่อผลกระทบ ซึ่งที่ผ่านมามีการใช้งบกลาง เพื่อเยียวยาอุทักภัย และรับมือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาไปแล้ว ทำให้ต้องมีการตราพระราชกำหนดเพื่อกู้เงินฯ ฉบับนี้
นายกรัฐมนตรี ยังชี้แจงว่า งบประมาณปกติของรัฐบาลสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สวัสดิการประชาชน ทำให้มีพื้นที่งบประมาณคงเหลือไม่เพียงพอ ต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่พลังงานทดแทน เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ซึ่งแม้จะใช้เครื่องมือทางการคลังอื่นแล้ว แต่ก็ไม่ครบถ้วน และเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายในภายหลัง เกิดความเสี่ยงในเศรษฐกิจระยะถัดไป จึงทำให้ต้องตราพระราชกำหนดเงินกู้ฯ ในฉบับนี้ เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และต้องเร่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานทางเลือก ที่สามารถผลิตในประเทศให้เร็วที่สุด
นายกรัฐมนตรี ยังยืนยันว่า การตราพระราชกำหนดฉบับนี้ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ความจำเป็นเร่งด่วน ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อช่วยประชาชน เกษตรกระ และผู้ประกอบการ และลดการใช้พลังงานฟอสซิลให้เร็ว และมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อส่งเสริมพลังงานทางเลือก ผ่านการให้ความช่วยเหลือลดค่าครองชีพ สนับสนุนให้ภาคเอกชน และประชาชนปรับเปลี่ยนใช้พลังงานทดแทน เพื่อลดการนำเข้าพลังงานฟอสซิล และพัฒนาทักษะประชาชน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
นายกรัฐมนตรี ยังย้ำว่า รัฐบาลตระหนักต่อการรักษาวินัยการเงินการคลัง และความโปร่งใสการใช้เงิน จึงได้กำหนดหลักการวินัยการกู้เงินไว้ในกฎหมายฉบับนี้ โดยให้กระทรวงการคลัง กู้เงินบาท เงินตราต่างประเทศ หรือออกตราสารหนี้ในนามรัฐบาล รวมไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ภายใน 30 กันยายน 2570 และการใช้เงิน จะต้องใช้จ่ายเพื่อช่วยประชาชน หรือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน 200,000 ล้านบาท และส่งเสริมรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานทดแทน 200,000 ล้านบาท พร้อมยืนยันว่า การกู้เงินครั้งนี้ ไม่ได้ส่งผลต่อการบริหารหนี้สาธารณะ โดยการกู้เงิน จะพิจารณาจากแหล่งเงินในประเทศก่อน และการชำระหนี้ กระทรวงการคลัง ได้วางแผนไว้อย่างเป็นระบบ ที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้ และเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าโปร่งใส รัฐบาลให้ความสำคัญกับกระบวนการกลั่นกรองโครงการต่าง ๆ ผ่านกลไกคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ซึ่งจะต้องเป็นโครงการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และอยู่ภายใต้แผนงาน และโครงการที่กำหนดตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดเท่านั้น ไม่ซ้ำซ้อนกับเงินงบประมาณ และแหล่งเงินอื่น รวมทั้งหน่วยงานต้องมีความพร้อมดำเนินการได้ทันที
นายกรัฐมนตรี ยังเปิดเผยว่า รัฐบาลยังได้กำหนดหลักการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้หลักการ 5T ได้แก่ Target ตรงจุด ใช้เงินตรงเป้าหมาย, Transition เร่งรัด การเปลี่ยนผ่าน ลดความเปราะบางทางพลังงาน Transformation เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เน้นกำรลงทุนที่ช่วยให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัว และ Transparent โปร่งใส ตรวจสอบได้ Together ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อให้เงินทุกบาท สร้างคุณค่าสูงสุด แก่ประชาชน และประเทศ