สูตรสำเร็จมหาดไทย! ส่อง “บุรีรัมย์โมเดล” แหล่งปั้นบิ๊กอธิบดี
25 ส.ค. 2569 | titayu_pur

ถอดรหัส 'บุรีรัมย์โมเดล' เส้นทางเหล็กข้าราชการสายปกครอง จากเก้าอี้ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ สู่สปริงบอร์ดทองคำก้าวกระโดดขึ้นอธิบดีกรมเกรด A ยุคภูมิใจไทยคุมมหาดไทย
ข่าว
25 ส.ค. 2569 | titayu_pur

ถอดรหัส 'บุรีรัมย์โมเดล' เส้นทางเหล็กข้าราชการสายปกครอง จากเก้าอี้ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ สู่สปริงบอร์ดทองคำก้าวกระโดดขึ้นอธิบดีกรมเกรด A ยุคภูมิใจไทยคุมมหาดไทย
KEY
POINTS
25 สิงหาคม 2569 จับตาปรากฏการณ์ มหาดไทย หลังการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ชี้ชัดถึงความสำคัญของ บุรีรัมย์โมเดล ที่กลายเป็นสถาบันผลิตบิ๊กข้าราชการ ยุคพรรคภูมิใจไทยคุมขั้วอำนาจ การเข้าดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าบุรีรัมย์ ถูกยกระดับเป็นสปริงบอร์ดทองคำ ในการพิสูจน์ฝีมือและสร้างคอนเนกชันสายปกครอง ส่งผลให้บรรดาบิ๊กข้าราชการสามารถก้าวกระโดดขึ้นสู่ตำแหน่ง อธิบดีกรมการปกครอง และกรมเกรด A ของกระทรวงได้อย่างต่อเนื่องแบบเบ็ดเสร็จ
หากกล่าวถึงกระทรวงมหาดไทยในยุคนี้ สปอตไลต์ทุกดวงต้องจับจ้องไปที่ "สิงห์บุรีรัมย์" เพราะจังหวัดบุรีรัมย์ไม่ได้เป็นเพียงแค่เมืองหลวงทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น แต่ในมิติของข้าราชการประจำ ที่นี่เปรียบเสมือน "สปริงบอร์ดทองคำ" ที่ใครได้ไปนั่งเก้าอี้ผู้ว่าราชการจังหวัด เส้นทางหลังจากนั้นมักจะพุ่งทะยานขึ้นสู่ตำแหน่ง "อธิบดีกรมเกรดเอ" ชนิดที่เรียกว่า "ขึ้นลิฟต์" กันเลยทีเดียว
เนชั่นออนไลน์ชวนไปไล่เรียง "บุรีรัมย์โมเดล" เส้นทางเหล็กไหลของนักปกครอง ตั้งแต่อดีตที่สร้างรากฐาน จนถึงขุนพลยุคปัจจุบัน
จุดเริ่มต้นของโมเดลนี้ ต้องย้อนกลับไปที่ นายมงคล สุระสัจจะ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ในปี 2551 ยุคที่ค่ายการเมืองสีน้ำเงินเริ่มวางรากฐานในมหาดไทย จากผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ นายมงคลขยับขึ้นเป็น อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และก้าวขึ้นสู่เก้าอี้ทองคำอย่าง อธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งบารมีและคอนเนกชันในสายปกครองนี้เอง ส่งผลให้ในปัจจุบัน นายมงคลดำรงตำแหน่งใหญ่ระดับประเทศอย่าง ประธานวุฒิสภา
ตัดภาพกลับมาในยุคปัจจุบัน ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา แพตเทิร์นการเติบโตแบบ "บุรีรัมย์โมเดล" ยิ่งเด่นชัดและทรงพลังมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านรายนามผู้ว่าฯ 4 ท่านล่าสุดดังนี้
คนแรก: ธัชกร หัตถาธยากูล (ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ ปี 2562 - 2565) ทำหน้าที่เป็นแม่ทัพขับเคลื่อนงานในพื้นที่อย่างมั่นคงจนเกษียณอายุราชการ
คนที่สอง: ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ (ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ ปี 2565 - 2566) รายนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างยิ่ง หลังจากคุมบุรีรัมย์ได้ไม่นาน ก็ขยับเข้าส่วนกลางเป็น อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และเติบโตอย่างก้าวกระโดดขึ้นเป็น อธิบดีกรมการปกครอง กรมที่ใหญ่ที่สุดในกระทรวง และปัจจุบันหลังเกษียณ ก็ยังรั้งตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอีกด้วย
คนที่สาม: นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ ที่เข้ามารับไม้ต่อในพื้นที่บุรีรัมย์ และใช้ผลงานเป็นตั๋วผ่านทาง ขยับขึ้นดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) คุมงบประมาณท้องถิ่นทั่วประเทศ และส่งต่อไปยังเก้าอี้ อธิบดีกรมการปกครอง ในเวลาต่อมา
คนที่สี่: ปิยะ ปิจนำ (ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ คนล่าสุด) และสดๆ ร้อนๆ จากมติคณะรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งย้ายนายปิยะพ้นจากผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ เพื่อแต่งตั้งให้ขึ้นดำรงตำแหน่งใหญ่เป็น อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) คนใหม่ โดยมีผลในวันที่ 1 ตุลาคมนี้
และจัดทัพรับไม้ต่อด้วย นายเอกวิทย์ มีเพียร ที่ ครม. มีมติแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์คนใหม่ เพื่อสานต่อภารกิจในพื้นที่ยุทธศาสตร์แห่งนี้
เหล่านี้ สะท้อนให้เห็นชัดเจนเลยว่า เก้าอี้ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ไม่ใช่แค่ตำแหน่งส่วนภูมิภาคธรรมดาๆ แต่กลายเป็น "สถาบันผลิตอธิบดี" ของกระทรวงคลองหลอด ยุคใดที่ค่ายภูมิใจไทยคุมบังเหียนมหาดไทย “จังหวัดบุรีรัมย์” จะเป็นทั้งพื้นที่พิสูจน์ฝีมือ และเป็นสะพานเชื่อมข้าราชการสายตรง ขึ้นไปคุมกลไกอำนาจรัฐ ทั้งกรมการปกครอง และกรมท้องถิ่น อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด