นายไพศาล กล่าวว่า เหตุผลที่ต้องมายื่นหนังสือในวันนี้ เนื่องจากขณะนี้เรื่องดังกล่าวไม่ควรปล่อยให้เงียบหาย เพราะปัญหาการทุจริตไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในแวดวงการเมือง แต่กำลังลุกลามไปถึงกระบวนการสอบเพื่อเข้ารับราชการท้องถิ่น หากประเทศไทยมีทั้งนักการเมืองและข้าราชการที่เข้าสู่ตำแหน่งด้วยการทุจริต ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบประเทศในภาพรวม
“เขามีเส้นเงินหมด แต่วันนี้เขาไม่กล้าออกมาพูด เพราะกลัวถูกดำเนินคดี วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้ทบทวนมาหมดแล้วว่าพร้อมที่จะร่วมมือกับทาง ป.ป.ช. เอาคนผิดมาให้ได้ อย่าตัดตอนแบบเอาตัวเล็กตัวน้อย ปลาซิวปลาสร้อย ถ้าขบวนการไม่จบ รอบนี้มีประมาณ 6,000 สมมุติว่าคนละ 600,000 ตัวเงินมัน 3,000 กว่าล้าน แล้วถามว่าก่อนรอบนี้มีก่อนหน้านั้นอีกกี่รอบแล้ว คำถามมันไม่อยู่ที่จำนวนเงินหรอก เพราะการซื้ออยู่อย่างนี้มันหวังประโยชน์เงินทองอยู่แล้ว แต่บุคคลเหล่านี้ที่เป็นข้าราชการไปแล้วเขาอยากสอบมาดีๆ ตามขั้นตอน แต่ระบบราชการมันกลายเป็นแบบว่ามีซื้อมีขาย มีการโกง มีทุจริต ฝากกันได้ ระบบราชการเราเละเทะหมดเลย” นายไพศาล เผย
นายไพศาล กล่าวอีกว่า ป.ป.ช. จำเป็นต้องแสดงความชัดเจนว่า จะนำอำนาจตามมาตรา 131 และมาตรา 135 มาใช้คุ้มครองผู้ให้ข้อมูลอย่างไร โดยเฉพาะบุคคลที่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ถึงเส้นทางการเงิน ผู้รับเงิน ผู้สั่งการ และผู้บงการ เพราะบุคคลเหล่านี้ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถสาวไปถึงต้นตอของขบวนการได้
นายไพศาล ยังกล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดี ว่า เรื่องดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาเล็ก เพราะมีผู้ได้รับผลกระทบอย่างหนัก และมีรายงานถึงกรณีผู้ฆ่าตัวตายจากความเครียดและผลกระทบที่เกิดขึ้น ผู้ที่จ่ายเงินเพื่อเข้าสู่ระบบราชการจำนวนหนึ่งอาจต้องการสอบอย่างสุจริต แต่เมื่อระบบเปิดช่องให้มีการซื้อขายตำแหน่งหรือคะแนน กลับต้องเข้าไปอยู่ในกระบวนการดังกล่าว และเมื่อถูกตรวจสอบหรือไม่ได้รับตำแหน่ง ก็ต้องสูญเสียทั้งเงินและอนาคต
“ข้าราชการเหล่านี้จะถูกกระบวนการนี้ล็อกชีวิตไว้เลย ทั้งชีวิตเขาจะต้องทุจริต เพราะว่าชีวิตแรกที่เขาเข้ามารับราชการนั้นเขาทุจริต เขาจะเจอขบวนการนี้ล็อกไว้ แล้วก็ต้องถูกบังคับให้ทำงานเป็นแรงงานทุจริตในระบบราชการ ซึ่งเรารับไม่ได้ แล้วคนพวกนี้อยู่ในท้องถิ่น เป็นคนที่ใช้งบประมาณเพื่อชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะฉะนั้นประชาธิปัตย์เราไม่ยอมเรื่องนี้แน่นอน” นายพรชัย กล่าว
นายไพศาล ย้ำอีกว่า ความเสียหายไม่ได้อยู่ที่เม็ดเงินหลายพันล้านบาทเท่านั้น แต่เป็นความเสียหายต่อระบบประเทศ เพราะหากบุคคลที่เข้าสู่ตำแหน่งราชการผ่านการทุจริตได้รับการบรรจุและมีอำนาจดูแลงบประมาณของประชาชน ย่อมส่งผลต่อการบริหารราชการและการใช้งบประมาณในระยะยาว ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ต้องการเรียกร้องให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เคยจ่ายเงิน ผู้ที่ถูกหลอก ผู้ที่ถูกปลดออกจากราชการ หรือผู้ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการทุจริต ไม่ต้องหวาดกลัวที่จะออกมาให้ข้อมูล สามารถส่งข้อมูลผ่านเพจทนายไพศาลช่วยด้วย และตนพร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานข้อมูลกับ ป.ป.ช. เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบได้รับความเป็นธรรม และจะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป แม้กระแสสังคมหรือกระบวนการจะเงียบลงก็ตาม
ด้าน นายพรชัย เปิดเผยว่า กระบวนการทุจริตลักษณะนี้มีความร้ายแรง เพราะเป็นการปิดกั้นคนที่ต้องการเข้าสู่ระบบราชการด้วยความสุจริต ขณะเดียวกันกลับเปิดช่องให้คนที่ยอมจ่ายเงินหรือมีความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจสามารถเข้าสู่ระบบได้ พร้อมระบุว่าจากข้อมูลและเรื่องร้องเรียนที่ได้รับ มีการกล่าวถึงกลุ่มนายหน้าที่ทำหน้าที่ขายโควตาการสอบ โดยอ้างว่ามีโควตาจากผู้ใหญ่ในหน่วยงานราชการ เช่น อธิบดี หรือบุคคลที่มีอำนาจ รวมถึงนักการเมือง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้ยังจำเป็นต้องมีหลักฐานมาสนับสนุน เพื่อให้สามารถตรวจสอบและขยายผลได้อย่างเป็นรูปธรรม
“ต้องเรียนตามตรงว่าวันนี้ไม่ได้มีแค่กระทรวงมหาดไทย เท่าที่เราได้รับข้อมูลมามีหลายที่ เช่น รัฐวิสาหกิจที่ควบคุมโดยหน่วยงานรัฐก็เริ่มมีการร้องเรียนว่ามีกระบวนการที่ต้องจ่ายเงินมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี และที่จะทำการแก้ไขคะแนน” นายพงศกร กล่าว
นายพงศกร กล่าวว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะการสอบท้องถิ่นของกระทรวงมหาดไทย แต่ยังมีข้อมูลร้องเรียนไปถึงรัฐวิสาหกิจบางแห่งที่อาจมีการจ่ายเงินเพื่อแก้ไขคะแนนมานานกว่า 5 ปี โดยพรรคประชาธิปัตย์จะยังไม่ขอเปิดเผยข้อมูลผู้ร้องเรียนจนกว่าทาง ป.ป.ช. จะมีมาตรการคุ้มครองพยานที่ชัดเจน โดยทางพรรคพร้อมเปิดรับผู้ได้รับผลกระทบจากการทุจริตสอบในทุกหน่วยงานให้เข้ามาร้องเรียน เพื่อร่วมผลักดันความเป็นธรรม และแก้ปัญหาการทุจริตตั้งแต่ต้นทางของระบบราชการ
นายไพศาล กล่าวเพิ่มเติมถึงผู้ที่ถูกปลดออกจากราชการภายหลังพบปัญหาการทุจริตว่า บุคคลเหล่านี้ได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจเข้าสู่ระบบราชการ เพราะต้องการความมั่นคงและสวัสดิการในอนาคต แต่เมื่อถูกปลดหรือเพิกถอนการบรรจุแล้ว ย่อมติดประวัติและมีข้อจำกัดในการสมัครงานในอนาคต ขณะที่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังหรือผู้ที่เป็นตัวการสำคัญของการโกงอาจไม่ได้รับผลกระทบ พร้อมระบุว่าหากผู้ที่ถูกใช้เป็นตัวกลางหรือผู้ที่ถูกดึงเข้าไปในกระบวนการต้องรับผิดทั้งหมด ขณะที่ผู้สั่งการและผู้บงการตัวจริงไม่ถูกดำเนินการ ย่อมไม่สามารถแก้ปัญหาได้
ด้าน นายพงศกร กล่าวว่า ปัญหาการทุจริตในอดีตถูกพูดถึงในลักษณะที่นักการเมืองทุจริตแต่งตั้งข้าราชการที่ทุจริตเข้ามา ก่อนที่จะใช้ระบบราชการและงบประมาณของรัฐเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในกรณีนี้รุนแรงกว่านั้น เพราะกระบวนการทุจริตเกิดขึ้นตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ระบบราชการ
"โดยจากข้อมูลที่ได้รับพบว่ามีผู้ร้องเรียนบางรายอ้างว่าได้จ่ายเงินเพื่อให้มีการแก้ไขคะแนน แต่สุดท้ายกลับไม่ได้รับการแก้ไขตามที่ตกลงกันไว้ โดยบุคคลเหล่านี้บางส่วนอาจไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการสอบของ กสถ. จำนวนประมาณ 5,900 คน และยังมีอีกหลายคนที่ต้องการร้องเรียน แต่กังวลว่าตัวเองอาจถูกดำเนินคดี เนื่องจากเคยจ่ายเงินเข้าไปในกระบวนการ" นายพงศกร เผย
นายพงศกร กล่าวเสริมว่า หากพิจารณากระบวนการทั้งหมด จะไม่ได้มีเพียงผู้จ่ายเงินและนายหน้าเท่านั้น แต่สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระดับ ได้แก่ ผู้ที่จ่ายเงินเพื่อให้มีการแก้ไขคะแนน, นายหน้าที่นำโควตามาขาย, ผู้ที่ทำหน้าที่แก้ไขข้อสอบหรือคะแนน และระดับสุดท้ายคือกลุ่มนักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสั่งการหรือสนับสนุนกระบวนการ พร้อมย้ำว่าการตรวจสอบไม่ควรหยุดอยู่เพียงผู้ที่จ่ายเงินหรือผู้ที่ลงมือแก้ไขคะแนน แต่ควรขยายผลไปถึงผู้ที่อยู่ในระดับบนของขบวนการด้วย
เมื่อถามว่าจะสามารถสาวไปถึงตัวการใหญ่ได้หรือไม่
นายพงศกร กล่าวว่า เชื่อว่าตัวการใหญ่และข้อครหาในสังคมมีจริง โดยเน้นไปที่กระบวนการของ 5,925 ราย รวมถึงนายหน้า และถ้าหากยืนยันว่า 5,925 ราย สามารถได้รับกระบวนการคุ้มครองพยานและกันไว้เป็นพยาน เชื่อว่าข้อมูลทั้งหมดจะชี้ได้ว่านายหน้าทั้งหมดคือใคร ซึ่งนายหน้ามีทั้งคนในบ้าน ผู้บริหารท้องถิ่น และบางคนก็ถูกจับไปแล้ว ดังนั้นกระบวนการจะสามารถสาวถึงตัวการใหญ่ได้อย่างแน่นอน เพราะมีเส้นเงิน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ตัวเลข 5,925 รายชื่อ มีพยานที่มาร้องเรียนกับพรรคประชาธิปัตย์กี่ราย
นายพงศกร กล่าวว่า วันนี้อาจจะยังไม่เยอะมาก ยังไม่ถึงหลักร้อย แต่ในกระบวนการเหล่านี้ ไม่มีใครอยากร้องเรียน เพราะกลัวโดนติดคุก แต่คนที่มาร้องกับตนเองก็อยากได้เงินคืน เพราะจ่ายไป 600,000 บาทแต่ไม่ได้อะไรเลย
ส่วนข้อมูลที่ได้มาเป็นพื้นที่ในจังหวัดไหนบ้าง
นายพงศกร กล่าวว่า เป็นพื้นที่ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเส้นเงินมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าโยงถึงระดับรัฐบาล เป็นนักการเมืองระดับรัฐมนตรี แต่วันนี้ปัญหาคือเราไม่สามารถให้เขามาให้การเป็นทางการได้ เพราะกลัวโดนติดคุก
ด้าน นายไพศาล กล่าวทิ้งท้ายว่า ทุกอย่างอยู่ที่ ป.ป.ช. เพราะคนให้ข้อมูลมีเยอะ แต่กลัวถูกดำเนินคดี แต่ถ้า ป.ป.ช. เปิดช่องให้ เพราะเครื่องมืออยู่ที่ ป.ป.ช. อยู่แล้ว และสามารถกันพยานได้ ส่งศาลได้ รับรองตัวการใหญ่โดนแน่ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับกระบวนการของ ป.ป.ช. ว่าจะเปิดกว้างแค่ไหน และตนเองจะคอยติดตามการทำงานของ ป.ป.ช. อย่างใกล้ชิดต่อไป