นายยิ่งชีพ กล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ “ปรากฏการณ์คะแนนล้นกระดาน” โดย กกต. ออกแบบกระดานแสดงคะแนนไว้ 50 ช่อง แต่ผลการเลือกกลับพบผู้สมัครประมาณ 6 รายในทุกกลุ่มอาชีพ 20 กลุ่ม มีคะแนนสูงจนล้นกระดาน ขณะที่ผู้สมัครลำดับที่ 7-10 มีคะแนนลดลงมาอยู่ประมาณ 20-30 คะแนน
นอกจากนี้ยังพบรูปแบบการลงคะแนนที่ผู้สมัครหลายรายเขียนหมายเลขผู้สมัคร 10 หมายเลขเหมือนกัน แม้ไม่ได้เรียงตามลำดับ
นายยิ่งชีพ ระบุว่า เมื่อคำนวณตามหลักความน่าจะเป็น โอกาสที่บัตรลงคะแนน 2 ใบจะมีชุดหมายเลขเหมือนกันโดยไม่ได้มีการนัดหมายอยู่ในระดับต่ำมาก แต่กลับพบรูปแบบดังกล่าวจำนวนมาก เช่น กลุ่ม 4 พบซ้ำ 20 ใบ กลุ่ม 9 จำนวน 18 ใบ กลุ่ม 10 จำนวน 22 ใบ และกลุ่ม 13 จำนวน 13 ใบ ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่นำไปสู่ข้อสงสัยว่าอาจมีการเตรียมข้อมูลในการลงคะแนนไว้ล่วงหน้า
นายยิ่งชีพ ยังวิเคราะห์ข้อมูลรายจังหวัด โดยระบุว่า 10 จังหวัดที่ส่งผู้สมัครเข้าสู่รอบสุดท้ายได้มากที่สุด มีบางจังหวัดที่มีจำนวนสูงผิดสังเกต เช่น บุรีรัมย์เข้าสู่รอบสุดท้าย 38 คน จาก 40 คน สตูล 38 คน อยุธยา 38 คน อ่างทอง 37 คน เลย 37 คน และจังหวัดอำนาจเจริญอีก 36 คน โดยตั้งข้อสังเกตว่า หลายจังหวัดมีความเชื่อมโยงกับพื้นที่ฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทย เมื่อเปรียบเทียบกับแผนที่ผลการเลือกตั้ง สส. ปี 2567
ขณะที่จังหวัดบุรีรัมย์มีจำนวน สว. ได้รับเลือกมากที่สุด 14 คน ขณะที่มี 13 จังหวัดไม่มีผู้ได้รับเลือกเป็น สว. แม้แต่คนเดียว เช่น อุดรธานี กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน ตาก และนราธิวาส
นอกจากนี้ยังมีการเปิดข้อมูลหลักฐาน “แผนปฏิบัติการพลีชีพ” โดยอ้างถึงบางจังหวัดที่ส่งผู้สมัครเข้ามาลงคะแนนและยอมตกรอบตั้งแต่รอบแรก เพื่อส่งต่อคะแนนให้กับผู้สมัครในทีม เช่น ระนองที่มีผู้สมัครตกรอบมากกว่า 20 คน และอุทัยธานี 18 คน
สำหรับโครงสร้างการเลือก สว. นายยิ่งชีพมองว่า การแบ่งผู้สมัครออกเป็น 20 กลุ่มอาชีพ ซึ่งออกแบบในยุคของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ มีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำของจำนวนประชากรกับสัดส่วนตัวแทน โดยยกตัวอย่าง กลุ่มแรงงานซึ่งมีประชากรจำนวนมาก แต่มีจำนวนผู้แทนเท่ากับกลุ่มนายจ้างหลายกลุ่ม ขณะเดียวกันยังพบอดีตข้าราชการเข้าไปสมัครในกลุ่มอื่นและได้รับเลือกเป็น ส.ว. 46 คน รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจอีก 58 คน จาก สว. ทั้งหมด 200 คน
ทั้งนี้นายยิ่งชีพสรุปว่า ผลที่เกิดขึ้นสะท้อนคำถามต่อระบบการเลือก สว. ว่า สามารถทำหน้าที่เป็นระบบตัวแทนของกลุ่มอาชีพได้ตามวัตถุประสงค์ที่ออกแบบไว้หรือไม่ หรือท้ายที่สุดกลับเปิดช่องให้เกิดการวางแผนและการจัดตั้งทางการเมืองมากกว่าการคัดเลือกตัวแทนจากกลุ่มอาชีพของประชาชนอย่างแท้จริง
ช่วงท้ายนายยิ่งชีพได้นำส่วนหนึ่งของกองเอกสารสำนวนฟ้องคดีทุจริตการเลือก ส.ว. ที่ตนได้รับจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีส่วนร่วมในกระบวนการสืบสวนสอบสวนมอบให้ เพราะรู้สึกว่าไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ ซึ่งตนเองได้อ่านแล้ว และรู้สึกเจ็บปวดจนไม่อาจเก็บเรื่องนี้ไว้รู้เพียงคนเดียวได้ และหาก กกต. ตัดสินใจไม่สั่งฟ้อง ตนเองจะเปิดเผยเนื้อหาในสำนวนฟ้องทั้งหมดให้ประชาชนได้รับรู้ ส่วนหาก กกต. จะเลือกสั่งฟ้องเพียงบางคน ทางกลุ่มจะติดตามดูว่ามีการปล่อยหรือยกคำร้องใครไป และจะเปิดเผยข้อมูลของคนนั้น หาก กกต. ไม่ฟ้องคนไหน ก็จะเปิดเผยข้อมูลคนนั้น
“กกต. ต้องสั่งฟ้องผู้ต้องสงสัยในสำนวนคดีฮั้ว สว. ทั้งหมด 229 คนโดยไม่ละเว้นเท่านั้น หากละเว้นใครไว้ ตนจะเปิดเผยข้อมูลของบุคคลนั้นในสำนวนคดีให้ประชาชนได้รับรู้ อย่าตัดตอนคดีเลือกสั่งฟ้องแค่บุคคลระดับเล็ก เพื่อปกป้องตัวการใหญ่” นายยิ่งชีพกล่าวทิ้งท้ายก่อนปิดเวที