สุวัจน์ หวั่น AI กระทบจ้างงาน ชง 3 ข้อเร่งอุ้มเศรษฐกิจฐานราก
20 ส.ค. 2569 | titayu_pur

สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ชี้เศรษฐกิจฐานรากยังซบเซา หวั่นผลกระทบ AI ซ้ำเติมตลาดแรงงาน เสนอรัฐบาลเร่งดัน 3 มาตรการ อุ้ม SME อัดฉีดท่องเที่ยว และหนุนส่งออก ฝ่าวิฤต
ข่าว
20 ส.ค. 2569 | titayu_pur

สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ชี้เศรษฐกิจฐานรากยังซบเซา หวั่นผลกระทบ AI ซ้ำเติมตลาดแรงงาน เสนอรัฐบาลเร่งดัน 3 มาตรการ อุ้ม SME อัดฉีดท่องเที่ยว และหนุนส่งออก ฝ่าวิฤต
KEY
POINTS
20 สิงหาคม 2569 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นำทีมแจกทานทิ้งกระจาดช่วยผู้ยากไร้กว่า 4,000 คน ณ มูลนิธิพุทธธรรมฮุก 31 จ.นครราชสีมา พร้อมเตือนภัย ผลกระทบ AI ที่อาจเข้ามากระทบตลาดแรงงานอย่างรุนแรง ขณะที่ เศรษฐกิจฐานราก ยังคงซบเซาอย่างน่าห่วง จึงเสนอรัฐบาลเร่งจัดลำดับงบประมาณ เน้นมาตรการ อุ้ม SME อัดฉีดท่องเที่ยว และหนุนส่งออก เพื่อพยุงการจ้างงานและกู้ระบบเศรษฐกิจ
ที่วิหารเซ็งหงั่มตั่ง หรือศาลเจ้าเซ็งหงั่มตั่ง มูลนิธิพุทธธรรมฮุก 31 นครราชสีมา ถนนบายพาส อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี “โพวโต่วซิโกว” หรือพิธีแจกทานทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 เพื่อแจกจ่ายข้าวสารและอาหารแห้งช่วยเหลือผู้ยากไร้ โดยมีประชาชนจากทั่วสารทิศเดินทางมารับความช่วยเหลือกว่า 4,000 คน
ภายในงานมี นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายวัชรพล โตมรศักดิ์ สส.นครราชสีมา เขต 2 พรรคเพื่อไทย นางเข็มทอง เรืองกฤตยา ประธานกิตติคุณมูลนิธิ นายสุวัฒน์ จึงวิวัฒนากร ประธานกิตติคุณมูลนิธิ และนายประวิทย์ อัศวินชัย ประธานมูลนิธิพุทธธรรมฮุก 31 นครราชสีมา ร่วมพิธี
นายสุวัจน์ กล่าวว่า มูลนิธิพุทธธรรมฮุก 31 ถือเป็นองค์กรการกุศลหลักของชาวโคราช ดำเนินงานมานานกว่า 30 ปี และมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในสถานการณ์ภัยพิบัติสาธารณะ งานด้านพระพุทธศาสนา กีฬา ตลอดจนการดูแลผู้ยากไร้ในจังหวัดนครราชสีมาและพื้นที่ประสบภัยทั่วประเทศ
โดยเฉพาะกิจกรรมแจกทานของมูลนิธิฯ ที่มีประชาชนเดินทางมารอรับความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นทุกปี สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจระดับรากหญ้ายังคงซบเซา และปัญหาความยากจนยังเป็นเรื่องที่น่าห่วง โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังมีประชาชนจำนวนมากที่ขาดโอกาสและขาดทุนในการประกอบอาชีพ ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเต็มที่
นายสุวัจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันยังมีปัจจัยภายนอกที่ต้องจับตา โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI ซึ่งอาจเข้ามากระทบต่อตลาดแรงงานและการจ้างงานมากขึ้น ดังนั้น ทุกภาคส่วนที่มีศักยภาพต้องร่วมกันประคับประคองประชาชนไม่ให้เผชิญวิกฤตทางเศรษฐกิจรุนแรงขึ้น
สำหรับแนวทางแก้ไข นายสุวัจน์ เห็นว่า รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณให้ชัดเจน โดยให้ความสำคัญกับการพยุงเศรษฐกิจฐานรากและผู้มีรายได้น้อยให้อยู่รอดก่อน พร้อมเสนอ 3 เรื่องสำคัญที่ควรเร่งดำเนินการ คือ
1.อุ้มเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการรายย่อย เพราะเอสเอ็มอีเป็นหัวใจสำคัญของการจ้างงานในต่างจังหวัด รัฐต้องดูแลเรื่องสภาพคล่องและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อให้ธุรกิจสามารถรักษาการจ้างงานไว้ได้
2.อัดฉีดภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากการท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญที่สามารถกระจายรายได้ลงสู่ชุมชน ชนบท และหมู่บ้านได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่โดยตรง และ 3.สนับสนุนการลงทุนและการส่งออก เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจในภาพรวม และรักษาการเติบโตของ GDP ให้เศรษฐกิจมหภาคยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้
“สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ คือการร่วมมือกันแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชนก่อน คนไทยต้องรักและสามัคคีกัน เพื่อฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจนี้ไปให้ได้” นายสุวัจน์ กล่าว
นายสุวัจน์ ยังกล่าวขอบคุณผู้มีจิตศรัทธา นักธุรกิจ และประชาชนทุกคนที่ร่วมบริจาคสนับสนุนภารกิจของมูลนิธิพุทธธรรมฮุก 31 พร้อมให้กำลังใจประชาชนกว่า 4,000 คนที่เดินทางมารับแจกทานว่า “อย่าท้อถอย ขอให้ทุกคนต่อสู้ รักและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเชื่อมั่นว่าจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน”