"ทรงศักดิ์" ชงกฎหมายภัยพิบัติ ผุดประกันภาคประชาชนแก้น้ำท่วม
20 ส.ค. 2569 | titayu_pur

"ทรงศักดิ์" เสนอคลอดกฎหมายพิเศษแก้ภัยพิบัติ เร่งเยียวยาน้ำท่วมน่าน ชูไอเดียดันประกันภัยพิบัติภาคประชาชน พร้อมปรับแผนบริหารน้ำ 22 ลุ่มน้ำ ยันไม่ทิ้งพื้นที่
ข่าว
20 ส.ค. 2569 | titayu_pur

"ทรงศักดิ์" เสนอคลอดกฎหมายพิเศษแก้ภัยพิบัติ เร่งเยียวยาน้ำท่วมน่าน ชูไอเดียดันประกันภัยพิบัติภาคประชาชน พร้อมปรับแผนบริหารน้ำ 22 ลุ่มน้ำ ยันไม่ทิ้งพื้นที่
KEY
POINTS
20 สิงหาคม 2569 นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ น้ำท่วมน่าน พร้อมชี้แจงแนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤตน้ำท่วมอย่างยั่งยืน โดยเสนอให้มี กฎหมายภัยพิบัติ ให้อำนาจหน่วยงานหลักเข้าจัดการพื้นที่ คล้ายกฎอัยการศึก ควบคู่การผลักดัน ประกันภัยพิบัติ เพื่อเยียวยาประชาชนได้รวดเร็วขึ้น พร้อมปรับแผนระบายน้มาเป็นประตูกักเก็บและทำแก้มลิง 22 ลุ่มน้ำทั่วประเทศ หวังแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในระยะยาวอย่างเป็นระบบ
นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในกำกับดูแลหน่วยงานสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดน่านว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แม้จะปฏิบัติภารกิจอยู่ในต่างประเทศ แต่ก็มีความห่วงใยต่อสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดน่าน
ทั้งนี้ ได้สั่งการและมอบหมายให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาหน้างานแล้ว ส่วนตนในฐานะที่กำกับดูแล สนทช. เมื่อเช้าที่ผ่านมา ได้ประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดน่าน และได้รับรายงานแนวทางการแก้ไขปัญหาส่งมาที่ส่วนกลางแล้ว อาทิ การคาดการณ์และการพยากรณ์อากาศในแต่ละวัน เช่น ที่ผ่านมามีการพยากรณ์ปริมาณน้ำฝนไว้เพียง 80 มิลลิเมตร แต่ฝนที่ตกลงมาจริงมีปริมาณมากถึง 300 มิลลิเมตร จึงเกิดปัญหาการระบายน้ำในหลายอำเภอ ทั้ง อ.ปัว และ อ.เมืองน่าน ซึ่งเกินกว่าพื้นที่รับน้ำ จึงทำให้เกิดน้ำท่วมขึ้น
นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากนี้ปริมาณน้ำจะลดลง น้ำจะไหลไปในส่วนล่าง และได้กำชับหน่วยงานให้เตรียมความพร้อม ทั้งเครื่องมือและสถานที่พักคอย ที่สามารถดูแลพี่น้องประชาชน รวมถึงเร่งรัดตรวจสอบกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยติดเตียง ในพื้นที่ต่างๆ ว่ามีใครบ้าง เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวพบว่ามีกลุ่มเปราะบางเสียชีวิต ซึ่งตนขอแสดงความเสียใจด้วย และได้กำชับให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีข้อมูลอยู่แล้ว ให้เก็บข้อมูลแต่ละหมู่บ้าน เพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางไปยังพื้นที่ปลอดภัยล่วงหน้า
-เมื่อถามว่า มีการประเมินหรือไม่ว่า มวลน้ำจะระบายออกจากจังหวัดน่านในระยะเวลากี่วัน
นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ในพื้นที่เมืองน่านระดับน้ำได้ลดลงแล้ว แต่ยังเกินตลิ่งเพียง 4-5 เซนติเมตร เนื่องจากตัวเมืองน่านเป็นพื้นที่แอ่งกระทะ โดยหลังจากนี้จะต้องมีการเฝ้าระวังในอำเภอถัดไป ซึ่งจะต้องรีบแจ้งเตือนประชาชน โดยจะใช้ระบบแจ้งเตือนภัยผ่านมือถือ (Cell Broadcast) แจ้งเตือน ที่ผ่านมามีการร้องเรียนว่าระบบการแจ้งเตือนให้เวลาในการเตรียมตัวน้อยเกินไป ซึ่งตนได้แจ้งต่อที่ประชุมในช่วงเช้าแล้วว่า เราต้องมีเครื่องมือที่จะคำนวณเหตุที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าหลายวัน เพื่อให้มีเวลาในการแจ้งเตือนและเคลื่อนย้ายประชาชนเพื่อลดความเสียหาย
-เมื่อถามว่า มีเสียงจากนักวิชาการท้วงติงว่าศูนย์บัญชาการน้ำส่วนหน้าของแต่ละจังหวัดหายไปไหน
นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ในแต่ละจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัดกำกับดูแลอยู่แล้ว ซึ่งการแจ้งเตือนต่างๆ มีการประมวลผล และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ก็ได้แจ้งเตือนภัยต่างๆ ส่วนหน่วยงานอื่นๆ ก็ทำหน้าที่รายงานสถานการณ์ แต่หากเกิดภัยพิบัติจะเป็นหน้าที่ของ ปภ. ขณะนี้ได้ใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารซึ่งตนคิดว่าไม่ล่าช้า แต่สิ่งที่เป็นปัญหาที่แท้จริงคือ การที่จะแจ้งเตือนออกไปจะต้องเป็นข้อมูลที่เที่ยงตรง ชัดเจน และมีระดับการแจ้งเตือนอยู่แล้ว เพราะขณะนี้มีข้อมูลของหลายหน่วยงานที่จะส่งข้อมูลมาประมวลผล และตนคิดว่า สนทช. ก็ควรที่จะต้องติดตั้งเครื่องมือเหล่านี้ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อให้รับทราบข้อมูลและมีเวลาให้ประชาชนได้เตรียมตัวป้องกันตนเองได้ เช่น จังหวัดน่าน มีการแจ้งเตือนในช่วงเวลาหลังเที่ยงคืน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนนอนหลับ และขณะเดียวกันประชาชนก็ไม่ได้ติดตามระบบแจ้งเตือนภัยผ่านมือถือ (Cell Broadcast) ทำให้มีเวลาจำกัดในการดูแลตนเอง
“วันนี้เครื่องมือที่ติดตั้งในพื้นที่ต่างๆ ต้องยอมรับความจริงว่า บ้านเรามีกฎหมายเฉพาะ เช่น การติดตั้งเครื่องมือในพื้นที่ป่าสงวน หรือในเขตอุทยานแห่งชาติต่างๆ ทำได้ยาก โดยเฉพาะเรื่องภัยพิบัติ ผมคิดว่าควรมีกฎหมายเฉพาะที่จะดำเนินการในพื้นที่ได้เลย เหมือนกฎอัยการศึกภัยพิบัติ ต้องมีบุคคลที่มีอำนาจเข้าไปบริหารจัดการในพื้นที่ได้เลย” นายทรงศักดิ์ กล่าว
-เมื่อถามย้ำว่า ศูนย์บัญชาการส่วนหน้าไม่จำเป็นใช่หรือไม่
นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ยังมีความจำเป็นและที่หน่วยงานต่างๆ ทำนั้นเป็นเรื่องดี ซึ่งในแต่ละจังหวัดผู้ว่าราชการจังหวัดก็มีหน้าที่บัญชาการและบริหารจัดการอยู่แล้ว
-เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้มีการถอดบทเรียนเรื่องน้ำท่วมหลายครั้ง มีวิธีการที่จะแก้ปัญหาระยะยาวหรือไม่ ที่ทำให้ไม่ต้องเสียเงินเยียวยาในทุก ๆ ปี
นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องการเยียวยา กำลังคิดเรื่องการออกกฎหมายทำประกันภัยพิบัติให้กับประชาชนไปเลย โดยอ้างอิงจากวงเงินที่เวลาเกิดเหตุรัฐบาลต้องเยียวยา ซึ่งตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 30,000-40,000 ล้านบาทต่อปี จึงมีตัวเลขที่น่าสนใจ วงเงินเบี้ยประกันภัยจริง ๆ จะอยู่เพียงหลักหมื่นล้านบาท ซึ่งน้อยกว่างบประมาณเยียวยาที่ต้องจ่ายชดเชย แต่มีความชัดเจนว่าจะได้รับการช่วยเหลือเยียวยาอย่างทันท่วงที เพราะที่ผ่านมา ประชาชนกว่าจะได้รับเงินเยียวยาต้องใช้เวลาในการติดตามตรวจสอบมากมาย แต่ถ้าทำแบบนี้ก็จะไม่ต้องกังวล เพราะเหมือนการทำประกันที่จะมีคนเข้ามาดูแล
-เมื่อถามต่อว่า วันนี้ยังห้ามน้ำท่วมไม่ได้ใช่หรือไม่ จึงต้องแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนตัวได้กำกับดูแล สนทช. ประเทศไทยมี 22 ลุ่มน้ำ ถ้าแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ ปัญหาน้ำแล้งก็จะไม่เกิด ซึ่งโครงการของรัฐส่วนใหญ่เน้นเรื่องการระบายน้ำ แต่วันนี้สถานการณ์ต้องเปลี่ยน ต้องทำประตูกักเก็บน้ำ และพื้นที่รับน้ำที่เป็นห้วย หนอง คลอง บึง ก็ไม่ได้รับการพัฒนา จึงควรจะต้องพัฒนาพื้นที่รับน้ำด้วย เรื่องนี้เป็นหลักการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ต้องนำน้ำส่วนเกินจากพื้นที่กักเก็บไปทำแก้มลิง และต้องบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบทุกลุ่มน้ำ ซึ่งหากทำได้ในทิศทางนี้ จะทำให้การแก้ไขปัญหาน้ำยั่งยืน อนาคตหากคิดอย่างตน โอกาสที่น้ำจะท่วมนั้นจะน้อยลง และน้ำแล้งจะไม่เกิด
-เมื่อถามว่า แผนนี้ได้เสนอนายกฯ ไปบ้างแล้วหรือไม่
นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ได้นำเรียนไปบ้างและอีกส่วนก็อยู่ระหว่างเป็นแนวคิด โดยเฉพาะเรื่องการขุดลอกแหล่งน้ำ ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกัน ไม่ใช่แค่ผลักภาระให้กับท้องถิ่น รวมไปถึงกรมชลประทานและ ปภ. ต้องเข้ามาช่วย เพราะถือเป็นหนึ่งในกระบวนการป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมน้ำแล้ง ส่วนเรื่องการจัดตั้งกระทรวงน้ำนั้นค่อยพิจารณาในอนาคต