เนชั่นทีวี

ข่าว

อาจารย์อุ๋ย ชงถอดบทเรียนเล่าต๋า จี้ยกเครื่องลดโทษ-อภัยโทษคดีอุกฉกรรจ์

20 ส.ค. 2569 | titayu_pur

อาจารย์อุ๋ย ชงถอดบทเรียนเล่าต๋า จี้ยกเครื่องลดโทษ-อภัยโทษคดีอุกฉกรรจ์

อาจารย์อุ๋ย ชูธงปฏิรูปบทลงโทษไทย คดีร้ายแรงต้องรับโทษจริง หวั่นคำพิพากษาเป็นแค่กระดาษเปื้อนหมึก เสนอดึงศาลร่วมประเมินลดโทษ-พักโทษ

อาจารย์อุ๋ย ชูธงปฏิรูปบทลงโทษไทย คดีร้ายแรงต้องรับโทษจริง หวั่นคำพิพากษาเป็นแค่กระดาษเปื้อนหมึก เสนอดึงศาลร่วมประเมินลดโทษ-พักโทษ

KEY

POINTS

  • กำหนดโทษจำจริงคดีอุกฉกรรจ์: ชูแนวคิด Truth in Sentencing บังคับผู้ต้องขังคดีร้ายแรง เช่น ยาเสพติดรายใหญ่ หรือฆาตกรรม รับโทษจริงตามสัดส่วนขั้นต่ำก่อนเข้าสู่ระบบพักโทษ
     
  • เพิ่มบทบาทศาลและองค์กรอิสระ: เสนอดึงฝ่ายตุลาการ นักอาชญวิทยา และนักจิตวิทยาร่วมประเมินความเสี่ยงรายบุคคล เพื่อความโปร่งใสและป้องกันการอภัยโทษแบบเหมาเข่ง
     
  • แก้เรือนจำแออัดที่ต้นเหตุ: ใช้มาตรการทางเลือกอย่างการคุมประพฤติและกำไล EM กับผู้กระทำผิดคดีเล็กน้อย เพื่อสงวนพื้นที่เรือนจำไว้สำหรับผู้กระทำผิดที่เป็นอันตรายต่อสังคม

20 สิงหาคม 2569 อาจารย์อุ๋ย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการกฎหมาย จี้รัฐบาลเร่งปฏิรูประบบอภัยโทษ และพักลงโทษในประเทศไทย หลังกรณี เล่าต๋า แสนลี่ สะท้อนปัญหาลดโทษผู้ต้องขังคดีร้ายแรง จนคำพิพากษาศาลเสี่ยงเป็นเพียงกระดาษเปื้อนหมึก ชูแนวคิด Truth in Sentencing บังคับรับโทษจริง พร้อมดึงศาลร่วมประเมินความเสี่ยง เพื่อสร้างความปลอดภัยให้สังคมอย่างยั่งยืน


อาจารย์อุ๋ย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนถึง กรณีสังคมวิจารณ์การปล่อยตัว เล่าต๋า แสนลี่ โดยระบุว่า 


ชูธงปฏิรูป! ก่อนกฎหมายไทยกลายเป็นแค่กระดาษเปื้อนหมึก จี้ยกเครื่องระบบลดโทษ-อภัยโทษ คืนความศักดิ์สิทธิ์ให้คำพิพากษาศาล


อาจารย์อุ๋ย ระบุว่า กรณีของ “เล่าต๋า แสนลี่” ได้จุดประกายคำถามสำคัญต่อสังคมไทยอีกครั้งว่า ระบบลดโทษ พักการลงโทษ และอภัยโทษของไทยในปัจจุบัน สามารถสร้างสมดุลระหว่างความยุติธรรม การแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด และความปลอดภัยของสังคมได้เพียงใด

ในทางอาชญวิทยา การบริหารโทษภายหลังคำพิพากษาไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่เป็นกลไกที่มีอยู่ในประเทศประชาธิปไตยแทบทุกแห่ง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างอำนาจของศาลผู้กำหนดโทษกับฝ่ายบริหารที่รับผิดชอบการควบคุมและฟื้นฟูผู้ต้องขัง


สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศต่างมีระบบพักการลงโทษหรืออภัยโทษเช่นเดียวกับไทย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายประเทศกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดเป็นพิเศษสำหรับผู้กระทำความผิดร้ายแรง

ในหลายมลรัฐของสหรัฐอเมริกา มีการใช้แนวคิด Truth in Sentencing ซึ่งกำหนดให้ผู้ต้องขังคดีร้ายแรงต้องรับโทษจริงในสัดส่วนสูงของโทษที่ศาลพิพากษาก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาปล่อยตัว 


ขณะที่เยอรมนีเปิดโอกาสให้ฝ่ายตุลาการเข้ามามีบทบาทในการพิจารณาความเสี่ยงต่อสังคม ส่วนญี่ปุ่นแม้เปิดช่องให้มีการพักโทษได้ แต่ในทางปฏิบัติผู้ต้องขังคดีร้ายแรงจำนวนมากต้องรับโทษจริงเป็นเวลานานหลายสิบปี

 

จุดร่วมสำคัญคือ ประเทศเหล่านี้ไม่ได้ปฏิเสธการลดโทษ แต่ใช้กลไกคัดกรองที่เข้มงวดสำหรับผู้กระทำผิดที่มีความร้ายแรงสูง

 

อีกข้อแก้ต่างที่มักได้ยินคือ หากไม่มีการลดโทษ เรือนจำจะมีปัญหาความแออัดและควบคุมผู้ต้องขังได้ยาก ซึ่งในทางอาชญวิทยาก็มีเหตุผลรองรับอยู่ไม่น้อย เพราะแรงจูงใจและความหวังในการกลับคืนสู่สังคมเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาระเบียบภายในเรือนจำ

 

อย่างไรก็ตาม การใช้การลดโทษเป็นเครื่องมือหลักในการระบายความแออัด อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะคำถามสำคัญคือ เหตุใดเรือนจำไทยจึงแออัดตั้งแต่ต้น หากผู้ต้องขังคดีเล็กน้อย ผู้เสพยาเสพติด หรือผู้กระทำผิดที่ไม่มีความรุนแรง ถูกส่งเข้าสู่เรือนจำจำนวนมาก ย่อมทำให้ทรัพยากรของรัฐต้องกระจายไปดูแลผู้ต้องขังทุกประเภทโดยไม่จำแนกระดับความเสี่ยง

 

หลายประเทศจึงหันมาใช้มาตรการทางเลือก เช่น การคุมประพฤติ การติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) การบริการสังคม และการบำบัดฟื้นฟู เพื่อสงวนพื้นที่เรือนจำไว้สำหรับผู้กระทำผิดที่เป็นอันตรายต่อสังคมอย่างแท้จริง

 

ถึงเวลาทำให้ “โทษที่ศาลพิพากษา” ใกล้เคียง “โทษที่รับจริง” แล้วหรือยัง

ประเด็นที่ควรถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างจริงจังคือ การกำหนดระยะเวลาจำคุกขั้นต่ำที่ผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ต้องรับโทษจริงก่อนเข้าสู่ระบบลดโทษหรือพักการลงโทษ

 

ไม่ว่าจะเป็นคดีฆาตกรรมโดยไตร่ตรอง คดียาเสพติดรายใหญ่ คดีข่มขืน หรือคดีร้ายแรงที่สร้างผลกระทบต่อสังคมอย่างกว้างขวาง แนวคิดดังกล่าวอาจช่วยเสริมความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม และทำให้คำพิพากษาของศาลสะท้อนผลในทางปฏิบัติได้มากขึ้น


แม้จะมีข้อโต้แย้งว่าอาจเพิ่มภาระงบประมาณและลดความยืดหยุ่นในการฟื้นฟูผู้กระทำผิด แต่ก็เป็นประเด็นที่สังคมควรร่วมกันพิจารณาอย่างเปิดกว้าง

 

อีกแนวทางหนึ่งคือ การเพิ่มบทบาทของฝ่ายตุลาการหรือคณะกรรมการอิสระในการพิจารณาการพักโทษสำหรับคดีร้ายแรง

 

คณะพิจารณาอาจประกอบด้วยผู้พิพากษา นักอาชญวิทยา นักจิตวิทยา และผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด เพื่อประเมินเป็นรายบุคคลว่าผู้ต้องขังยังมีความเสี่ยงต่อสังคมหรือไม่ แนวทางเช่นนี้จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นว่าการพิจารณาไม่ได้ขึ้นอยู่กับมิติการบริหารราชทัณฑ์เพียงอย่างเดียว

 

การอภัยโทษ: อำนาจพิเศษที่ต้องใช้อย่างรอบคอบ

 

อำนาจการอภัยโทษมีอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งในระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญและระบอบประธานาธิบดี อย่างไรก็ตาม หลายประเทศนิยมใช้อำนาจดังกล่าวในลักษณะรายบุคคลมากกว่าการลดโทษเป็นวงกว้าง แม้บางประเทศจะเคยมีการอภัยโทษเป็นหมู่คณะเช่นกัน

 

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่าจะมีอภัยโทษหรือไม่ แต่คือการกำหนดหลักเกณฑ์และข้อยกเว้นที่ชัดเจนสำหรับคดีร้ายแรง โดยคำนึงถึงความสำนึกผิด พฤติกรรมในเรือนจำ ความเสี่ยงในการกระทำผิดซ้ำ และความคิดเห็นของผู้เสียหายหรือครอบครัวผู้เสียหายประกอบการพิจารณา เพื่อไม่ให้เกิดการอภัยโทษแบบเหมาเข่ง

 

บทสรุป

 

กรณีของ “เล่าต๋า แสนลี่” ไม่ควรเป็นเพียงการถกเถียงเกี่ยวกับบุคคลหนึ่งบุคคลใด แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการทบทวนว่า ระบบบริหารโทษของไทยยังตอบโจทย์ความยุติธรรมและความปลอดภัยของสังคมหรือไม่

 

การปฏิรูปที่แท้จริงอาจไม่ใช่การยกเลิกการลดโทษหรืออภัยโทษทั้งหมด แต่คือการสร้างระบบที่โปร่งใส มีการประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เปิดให้มีการตรวจสอบถ่วงดุล และแยกผู้กระทำผิดร้ายแรงออกจากผู้ที่สามารถฟื้นฟูได้

 

เพราะหากคำพิพากษาของศาลไม่สะท้อนผลในความเป็นจริง ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมย่อมสั่นคลอน และในที่สุดกฎหมายก็อาจเหลือเพียง “กระดาษเปื้อนหมึก” ที่ไร้พลังในการคุ้มครองสังคมให้ปกติสุข




ข่าวล่าสุด