รองโฆษกประจำสำนักฯ ยังเปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีกำชับให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามกฎหมายและเงื่อนไขของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการขออนุญาตเข้าใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติให้ถูกต้องก่อนดำเนินการก่อสร้าง รวมทั้งให้ใช้พื้นที่เท่าที่จำเป็น และปฏิบัติตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพัฒนาแหล่งน้ำดำเนินควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล
อย่างไรก็ตาม ด้านมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ตั้งข้อสังเกต
ตัวเลขที่รัฐบาลนำเสนอล้วนอยู่ในฝั่ง "ได้ผลประโยชน์" แต่กลับไม่มีบรรทัดใดเลยที่พูดถึงสิ่งที่ต้องแลกไป นั่นคือผืนป่าในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น ถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าหลากชนิด ที่จะจมอยู่ใต้อ่างเก็บน้ำแห่งนี้ ตัวเลข 87,700 ไร่ที่ "ได้ประโยชน์" ถูกพูดถึงซ้ำ แต่จำนวนไร่ของป่าที่ "เสียไป" ไม่ถูกเอ่ยถึงแม้แต่ครั้งเดียว
ที่ต้องจับตาคือ มติ ครม. วันนี้ยังไม่ใช่ไฟเขียวให้เริ่มการก่อสร้างได้ทันที เนื่องจากก่อนหน้านี้เมื่อ 29 มิถุนายน 2569 คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เพิ่งเห็นชอบ "ในหลักการ"
โดยกำหนดเงื่อนไขว่า ก่อนขอใช้หรือเพิกถอนพื้นที่อุทยานฯ กรมชลประทานต้องทบทวนรายละเอียดและปรับลดขนาดพื้นที่ให้เหมาะสมตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเสียก่อน การเพิกถอนพื้นที่อุทยานฯ จึงยังต้องผ่านบอร์ดอุทยานแห่งชาติอีกด่านหนึ่ง
ด้านกระบวนการทางกฎหมาย มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ยื่นฟ้องเพิกถอนรายงาน EHIA ของโครงการต่อศาลปกครองเมื่อ 5 มิถุนายน 2569 โดยชี้ว่ารายงานมีข้อมูลคลาดเคลื่อนจากสภาพจริงในพื้นที่ป่า
อย่างไรก็ตาม เมื่อ 15 กรกฎาคม 2569 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา โดยให้เหตุผลว่าโครงการยังอยู่ระหว่างการพิจารณาให้ความเห็นชอบการขอใช้ประโยชน์ที่ดินและยังไม่ผ่านขั้นตอน ครม. กล่าวคือยังไม่มีคำสั่งทางปกครองที่จะฟ้องได้
ซึ่งขณะนี้มูลนิธิสืบฯ เตรียมยื่นฟ้องต่อศาลปกครองต่อไป
น่าสนใจว่าคำสั่งไม่รับฟ้องเมื่อ 15 กรกฎาคม อ้างว่าโครงการ "ยังไม่ผ่าน ครม." แต่เพียงสองสัปดาห์ถัดมา ครม. ก็มีมติอนุมัติแล้ว
ภาพและข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก มูลนิธิสืบนาคะเสถียร