กกต. พิจารณา “ฮั้ว สว.ระดับจังหวัด” แล้ว “ทวี” จี้ฟันระดับประเทศ ส่งศาลฎีกา
02 ส.ค. 2569 | prisana_tha

แง้มสำนวน กกต. พิจารณา “ฮั้ว สว.ระดับจังหวัด” ครบแล้ว “ทวี” ซัดทำแค่ปลายเหตุ จี้ฟันขบวนการระดับประเทศ หนุนส่งศาลฎีกาพิจารณา
ข่าว
02 ส.ค. 2569 | prisana_tha

แง้มสำนวน กกต. พิจารณา “ฮั้ว สว.ระดับจังหวัด” ครบแล้ว “ทวี” ซัดทำแค่ปลายเหตุ จี้ฟันขบวนการระดับประเทศ หนุนส่งศาลฎีกาพิจารณา
KEY
POINTS
2 สิงหาคม 2569 ประเด็น “ฮั้ว สว.” ยังเป็น “ข่าวร้อน” มาแรงใกล้จะแซง “โกงสอบท้องถิ่น” จากการจัดกิจกรรมต่อเนื่องของ “2 ไอ” คือ “ไอติม กับ ไอลอว์” ทั้งเปิดเวที เปิดพยาน เปิดหลักฐาน และเปิดแผล วนไป
โดยมีเป้าหมายใหญ่ นอกจาก สว.ที่เชื่อกันว่า ฮั้วเข้ามา 138 คน ซึ่งมีคำร้องค้างอยู่ใน กกต.แล้ว ยังมีอีก 1 เป้าสำคัญ คือ พรรคภูมิใจไทย เพราะมีทั้งรัฐมนตรี รวมถึงนายกฯ และ ส.ส. ตลอดจนแกนนำพรรค และเครือข่ายของพรรค ถูกกล่าวหาด้วย รวมๆ ถึง 91 คน
การพิจารณาคำร้อง “ฮั้ว สว.” ของ กกต. เดินมาถึงขั้นตอนสุดท้าย คือ ขั้นตอนที่ 4 โดยสำนวนถึงมือ กกต.ชุดใหญ่ มีเวลา 90 วัน เริ่มประชุมกันตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน ล็อกคิวกันเอาไว้ทุกวันจันทร์ แต่ข่าวสับสนว่า ประชุมทุกจันทร์ หรือจันทร์เว้นจันทร์กันแน่
ก่อนหน้านี้ มีข่าวจาก กกต.บางท่านว่า การพิจารณาจะจบภายในกรอบเวลา คือ 90 วัน หรือประชุม 12 จันทร์ต่อเนื่อง แต่ล่าสุดมีข่าวจากวงใน กกต.ว่า อาจจะขอต่อเวลาอีก 1 เดือน
รูปแบบการพิจารณาสำนวนของ กกต. คือ พิจารณาเป็นรายจังหวัด โดย “ข่าวข้นคนข่าว” เนชั่นทีวี ได้ข้อมูลล่าสุด คือ กกต.ประชุมพิจารณาสำนวนกล่าวหาที่เป็นรายจังหวัด และกลุ่มจังหวัด ไปครบทุกจังหวัดแล้ว และตั้งแต่วันจันทร์นี้เป็นต้นไป จะเริ่มพิจารณาในกลุ่มนักการเมือง หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ซึ่งตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา 91 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนของพรรคภูมิใจไทย
อย่างไรก็ดี การพิจารณาของ กกต. ที่ยึดแนวทาง “พิจารณาคำร้อง ประกอบพยานหลักฐานรายจังหวัด” มีการวิเคราะห์ว่า จะทำให้ กกต.พบความผิดเฉพาะกลุ่มที่ไม่ใช่ สว.ตัวจริงในปัจจุบัน แต่เป็นผู้สมัคร หรือผู้ที่ตกรอบอำเภอและจังหวัด เป็นเครือข่ายที่ฝ่ายการเมืองระดมมาสมัคร เพื่อ “พลีชีพ” เลือกคนที่ฝ่ายการเมืองล็อกเป้าเอาไว้ ให้ขึ้นไปสู่การเลือกระดับประเทศ
ส่วนเส้นทางเงิน หากมีการโอนให้กันเป็นค่าตอบแทน หรือเสนอผลประโยชน์อื่นใดแลกเปลี่ยนกัน ก็จะเอาผิดได้เฉพาะ “เครือข่ายการเมืองระดับจังหวัด” เช่น หัวคะแนน หรือลูกน้องของนักการเมืองเท่านั้น เนื่องจาก “เส้นเงิน” จะไม่โยงไปถึง “ระดับบงการ” หรือ “ระดับวางแผน” ที่จัดฮั้วระดับประเทศแน่นอน
เมื่อพิจารณาในรูปแบบนี้ กกต.ก็จะอ้างว่า ไม่มีเส้นทางเงินโยงไปถึง ก็จะสรุปชี้มูลความผิด ส่งศาลฎีกาเฉพาะกลุ่มที่มีหลักฐานเชื่อมโยงถึงในระดับจังหวัด รวมๆ แล้วไม่เกิน 100 คน และอาจมี สว.ตัวจริง โดนบ้างเพียงไม่เกิน 15 คน ขณะที่นักการเมืองระดับแกนนำพรรคใหญ่ จะไม่มีใครถูกส่งฟ้องศาลฎีกาเลย
ล่าสุด พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ “มติชนทีวี” ระบุว่า เรื่องฮั้ว สว. เป็น “ขบวนการ” ส่วนที่ กกต.พิจารณาอยู่เป็นเพียง “ปลายเหตุ” จริงๆ แล้ว กกต.ต้องดูจากระดับประเทศลงไป เพราะการทำแบบนี้ได้ ชัดเจนว่าเป็น “ความย่ามใจ” และจัดตั้งคะแนนกันมา ผ่านรูปแบบของโพยที่วางแผนเป็นขั้นเป็นตอน คะแนนจึงออกมาผิดธรรมชาติ สุ่มเสี่ยงที่จะสรุปได้ว่า เป็นการเลือกที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม และไม่เป็นความลับตามรัฐธรรมนูญ
ด้านการเคลื่อนไหวของเครือข่ายต้านฮั้ว สว. ทั้งกลุ่ม “ไอลอว์ กับ ไอติม” และกลุ่มอดีตผู้สมัคร รวมถึง สว.สำรอง การเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป จะมุ่งเปิดข้อมูลความไม่ชอบมาพากลของบัตรลงคะแนน เพราะมีการเลือกหมายเลขซ้ำกัน และลำดับเดียวกัน ทั้งในกลุ่มตัวเอง และรอบไขว้ มากถึง 10 หมายเลขต่อครั้ง ซ้ำกันถึง 20 คน ในทางสถิติคณิตศาสตร์ ไม่มีความเป็นไปได้เลยที่จะเลือกซ้ำกันแบบนี้
หากย้อนไปที่ข้อสังเกตของ นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ซึ่งโพสต์เฟซบุ๊กเอาไว้ แบ่งพฤติการณ์การฮั้วเอาไว้ 3 ระดับ
ระดับที่หนึ่ง “สีเขียว” - พบปะหรือรวมตัว แนะนำตัว ทานอาหาร แลกเปลี่ยนความเห็น ซึ่งไม่ผิดกฎหมาย
ระดับที่สอง “สีเหลือง” - การประสานคะแนน เช่น นัดแนะว่าจะลงคะแนนให้ใครเพื่อให้กลุ่มของตนผ่านเข้ารอบ ซึ่งสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย
ระดับที่สาม “สีดำ” - การจัดเครือข่ายโดยมีผลประโยชน์หรือการข่มขู่จูงใจ มีการจ่ายค่าเดินทาง ค่าที่พัก จัดเลี้ยง หรือให้สัญญาว่าจะให้ประโยชน์ เพื่อแลกกับโพยลงคะแนน ซึ่งผิดกฎหมายแน่นอน
เนื่องจากอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ระบุว่า กฎหมาย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาฯ เปิดให้ “แนะนำตัวได้” แต่ไม่ได้เปิดให้ “มีการจัดการคะแนน”
ขณะเดียวกัน กฎหมายก็เปิดให้ผู้สมัครบอกได้ว่า “ฉันเป็นใคร” แต่ไม่ได้เปิดให้ผู้สมัครตกลงกันว่า “ใครจะเลือกใคร”
ด้วยเหตุนี้ จากคำอธิบายของอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา จึงทำให้หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า กรณีที่พบ “บัตรลงคะแนนจำนวนมาก” เลือกผู้สมัคร สว. ซ้ำกันอย่างผิดธรรมชาติ แปลว่ามีการ “จัดการคะแนน” อย่างแน่นอน แต่อาจจะไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงเรื่องการแลกผลประโยชน์ หรืออามิสสินจ้างใดๆ
เกิดคำถามว่า “การจัดการคะแนน” จนทำให้ “คะแนนผิดธรรมชาติ” เหมือนต้องถูกลอตเตอรีรางวัลที่ 1 เลขเดียวกัน 28 งวดติดต่อกัน (ย้ำว่าเลขเดียวกัน ไม่ใช่แค่ถูก 28 งวด) หรือเหมือนหาเม็ดทรายเม็ดหนึ่งในโลกให้เจอ เป็นการเลือก สว.ที่ยอมรับได้หรือไม่
ประเด็นก็คือ กกต.มีความชอบธรรมในการชี้ขาดประเด็นนี้หรือไม่ หรือว่าควรส่งให้ศาลฎีกา พิจารณาพิพากษาให้เป็นบรรทัดฐานต่อไป
สาเหตุที่ กกต.ไม่ควรวินิจฉัยประเด็นนี้ เพราะ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง มองว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจาก กกต. 4 คน จาก 7 คน ได้รับเลือกจาก สว.ชุดปัจจุบัน ฉะนั้นจึงทำ 5 พฤติการณ์ส่อตอบแทนบุญคุณ คือ
1.ระเบียบ กกต. ข้อ 122 กำหนดให้ใช้หมายเลขผู้สมัครเดียวกันทั้งรอบเช้าและรอบบ่าย - เปิดช่อง “โหวตล็อก”
2.ปล่อยให้มี “ขบวนการบล็อก - เลือกตามโพย” - ส่งผลให้คะแนนผิดธรรมชาติ 50-79 คะแนน 138 คน ทั้งที่หากเลือกตามธรรมชาติ ควรได้คะแนนราวๆ 20-30 คะแนนเท่านั้น
3. ตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 ขึ้นมาพิจารณายกคำร้อง ทั้งที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 เป็นผู้ไต่สวนโดยตรง
4.ปรับผลประเมินเลขาธิการ กกต. จาก “ไม่ผ่าน” ให้เป็น “ผ่าน”
5. ไม่รับสำนวนการสอบสวนจาก DSI ทั้งที่มีพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน
ทั้งหมดนี้ทำให้ พันตำรวจเอก ทวี สรุปว่า กกต.ชุดนี้ ไม่ควรชี้ขาดประเด็นอ่อนไหวที่มีส่วนได้ส่วนเสียมากขนาดนี้ สมควรส่งให้ศาลฎีกาชี้ขาด สร้างบรรทัดฐานการเมืองต่อไป เพราะมาตรฐานทางกฎหมายที่ กกต.ยึดถือมาตลอด 28 ปี ในการชี้มูลความผิดในชั้น กกต.ก็คือ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ก็ส่งศาลวินิจฉัยแล้ว