🔵ประเมินพื้นที่ฝนตกหนัก ยันไม่รุนแรงอย่างที่เป็นข่าว
นายทรงศักดิ์ ยอมรับว่า จริงๆแล้วมีการประเมินสถานการณ์น้ำช่วงวันที่ 24-26 กันยายนนี้ ว่าจะมีฝนตกหนักในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือจริง แต่ยืนยันว่าไม่ถึงขนาดที่เป็นข่าวลือ พร้อมระบุว่าทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมความพร้อมและมีมาตรการป้องกันไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่ายังสามารถรองรับปริมาณน้ำได้
เมื่อถามถึงความกังวลเรื่องปริมาณน้ำฝนและพื้นที่รองรับ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เรายังรองรับได้ดี และมีการเตรียมพร้อมรับมือภัยแล้งจากเอลนีโญในอนาคตไปพร้อมกันด้วย ทั้งนี้ เมื่อวานนี้ (22 ก.ย.) ตนได้เป็นประธานประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และมีการพูดคุยเรื่องดังกล่าว โดยมองว่าการนำเสนอข่าวในลักษณะนี้เป็นการสร้างแรงกดดันให้แก่รัฐบาล
“บางทีข่าวที่อยู่ในโซเชียลก็ต้องคิดและกลั่นกรองตามไปด้วย ห้ามไม่ได้ และไม่รู้ว่าคนที่นำเสนอข่าวเป็นใครบ้าง แต่เรื่องของน้ำมีมาตรการเตรียมพร้อมอยู่แล้ว ตนมั่นใจว่าที่เป็นข่าวอาจเป็นเฟคนิวส์ ทำให้ตื่นตระหนกมากกว่า แต่ยอมรับว่าขณะนี้มีข้อมูลอยู่ว่ามีฝนตกในบางพื้นที่ แต่ไม่ถึงขนาดนั้น รัฐบาลเอาอยู่” นายทรงศักดิ์ ระบุ
🔵รุกติดตั้งเครื่องมือวัดน้ำทั่วประเทศ - คุมเจ้าพระยาอยู่หมัด
นายทรงศักดิ์ เปิดเผยด้วยว่า เมื่อวานนี้ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เสนอขอติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดน้ำให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการประมวลผล ทำให้มีเวลาแจ้งเตือนประชาชนและเตรียมอพยพได้ทันท่วงที
นายทรงศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของพื้นที่รับน้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) มีการชี้แจงตัวเลขความจุของแต่ละอ่างเก็บน้ำอย่างชัดเจน และตนได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้เน้นย้ำเรื่องการทำพื้นที่รับน้ำเพิ่มเติม เช่น แก้มลิง ขณะที่ชาวกรุงเทพมหานครและปริมณฑลสามารถคลายความกังวลได้ เนื่องจากปริมาณน้ำที่ไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยายังอยู่ในกรอบที่ควบคุมได้ ไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน
🔵เคาะประกันภัยพิบัติ 1.55 หมื่นล้าน เยียวยาไวใน 45 วัน
สำหรับกรณีที่รัฐบาลอนุมัติวงเงินจัดหาประกันภัยพิบัติ วงเงิน 1.55 หมื่นล้านบาท รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมทั้งอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นี้ โดยตั้งเป้าหมายช่วยเยียวยาประชาชนให้รวดเร็วขึ้นภายใน 45 วัน พร้อมทิ้งท้ายว่าการใช้งบประมาณจากเม็ดเงินภาษีของประชาชนทุกบาททุกสตางค์ จะต้องดำเนินการไปด้วยความระมัดระวังสูงสุด