ไม่เสียหน้า! "ภูมิใจไทย" บี้คลังรื้อเกณฑ์บัตรคนจนด่วน
20 ก.ค. 2569 | thunchanok_kul

"ภูมิใจไทย" บี้คลังรื้อเกณฑ์บัตรคนจน "กรวีร์" เจอกับตัวเองจริงๆ บอกไม่เหมือนที่คุยในวง ครม. ยอมรับเกณฑ์มอเตอร์ไซค์เก่า และตัดสิทธิ์ นศ.สกร. ไม่สอดคล้องความเป็นจริง
ข่าว
20 ก.ค. 2569 | thunchanok_kul

"ภูมิใจไทย" บี้คลังรื้อเกณฑ์บัตรคนจน "กรวีร์" เจอกับตัวเองจริงๆ บอกไม่เหมือนที่คุยในวง ครม. ยอมรับเกณฑ์มอเตอร์ไซค์เก่า และตัดสิทธิ์ นศ.สกร. ไม่สอดคล้องความเป็นจริง
KEY
POINTS
20 กรกฎาคม 2569 ภายหลังรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศปรับหลักเกณฑ์ผู้ได้สิทธิ์ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 หรือที่เรียกกันว่า "บัตรคนจน" เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
.
ล่าสุด รายการ "เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand" เนชั่นทีวี เปิดเผยข้อมูลผู้ที่เคยเข้าเกณฑ์ได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐถูกตัดสิทธิ์เกือบครึ่ง ซึ่งผู้ลงทะเบียน 18.82 ล้านคน
โดยผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ "บัตรคนจน"
เกี่ยวกับเรื่องนี้มีการถกเถียงเป็นวงกว้างในประเด็นการครอบครองรถจักรยานยนต์ (จยย.) เกิน 1 คัน ซึ่งไม่ได้พิจารณาถึงความเป็นจริง จนทำให้ประชาชนถูกตัดสิทธิ์ โดย คุณ "สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ได้โทรสายตรงถึงคุณ "เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ" รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขณะเยือนประเทศจีน ขอให้ทบทวนหลักเกณฑ์ผู้ได้รับสิทธิ์ "บัตรคนจน" โดยเฉพาะประเด็นการเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ เกิน 1 คัน ดังกล่าวแล้ว
ทั้งนี้ มีการตั้งข้อสังเกตว่าหลักเกณฑ์การพิจารณาบัตรคนจนรอบใหม่ มีการเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนประกาศอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14 ก.ค.2569 เหตุใดคณะรัฐมนตรีจึงไม่มีการโต้แย้งกัน หรือคัดค้านตั้งแต่ในที่ประชุม ครม.
นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ "อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์" ก็ออกมาติติงเกณฑ์ใหม่ของกระทรวงการคลัง กรณีนักเรียน/นิสิต/นักศึกษา ถูกตัดสิทธิ์ "บัตรคนจน" ส่งผลให้นักเรียน กศน. หรือปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) หน่วยงานจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ลาออกเพื่อมารักษาสิทธิ์บัตรคนจนจำนวนมาก
ขณะที่ ปลัดกระทรวงการคลัง "ลวรณ แสงสนิท" ให้ข้อมูลว่า รัฐบาลได้เปิดให้ยื่นอุทธรณ์สิทธิ์ โดย 2 วันแรก 17-18 ก.ค.2569 มีผู้ยื่นอุทธรณ์ 2.76 ล้านคน จากผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ 9.31 ล้านคน โดย 57 % ของผู้ที่ยื่นอุทธรณ์ ยื่นอุทธรณ์ผ่านเว็บไซต์ และจำนวน 6.7แสนคนยื่นผ่านแอปเป๋าตัง
.
ด้าน คุณ "กรวีร์ ปริศนานันทกุล" สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ในรายการ "เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand" เนชั่นทีวี ถึงประเด็น "ทำไมรัฐมนตรีสายภูมิใจไทยถึงไม่ทักท้วงหลักเกณฑ์บัตรคนจนตั้งแต่ที่ประชุม ครม." โดย "กรวีร์" บอกว่า ตนไม่ได้อยู่ใน ครม.จึงไม่ทราบว่าเขาประชุมพิจารณากันอย่างไร ซึ่งตนคิดว่าการพิจารณาใน ครม.จะมองหลักการ และคิดว่าทุกคนเห็นตรงกันหมด ว่าวันนี้จำเป็นที่ต้องคัดกรอง เพื่อส่งเงินช่วยเหลือไปให้ถึงเป้า และทำให้คนที่จนจริงได้รับการช่วยเหลือ นี่คือหลักการที่คิดว่าทุกคนเห็นตรงกัน
ส่วนวิธีการหรือหลักเกณฑ์ ที่ประกาศออกมา เช่น มี จยย.เกิน 1 คัน ถูกตัดสิทธิ์ ตรงนี้อาจมองว่าคนที่มี จยย.เกิน 2 คัน หรือ ครอบครองรถยนต์ ก็น่าจะไม่จนนะ หรืออยู่ในเกณฑ์คนจนหรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อยู่บนกระดาษ หรือวิธีการคิดตอนแรก
แต่พอมาในทางปฏิบัติ มาดูหน้างาน และเจอกับตัวเองจริงๆ คือ มีข้อมูลครอบครองรถ จยย. 2 คัน คันแรกตั้งแต่ปี 2540 ปัจจุบันไม่รู้ว่าไปไหนแล้ว และอีกคันตั้งแต่ปี 2545 ทั้ง 2 คัน สภาพวันนี้ไม่ได้มี จยย.ที่ใช้อยู่จริง นี่จึงเป็นช่องว่างระหว่างความคิดกับความจริงในทางปฏิบัติ
"รัฐมนตรีหลายท่านพอรู้ประเด็นนี้ ว่าของจริงไม่เหมือนที่คุยบนโต๊ะ หรือในกระดาษ เราควรทบทวน และทำให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เพื่อคัดกรองคนจนไม่จริงออก"
.
คุณ "กรวีร์ ปริศนานันทกุล" บอกอีกว่า หลักเกณฑ์ผู้ได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่คิดว่าต้องทบทวน อาทิ
.
"รัฐบาลมีหน้าที่แก้ไขปัญหาให้ประชาชน ไม่ได้มีหน้าที่รักษาหน้าตาใน ครม. หากถามว่ามันทำให้เราเสียหน้าไหมกับการที่ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ ผมคิดว่า ครม.ชุดนี้เลือกทำที่ประชาชนได้ประโยชน์" "กรวีร์ ปริศนานันทกุล" สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล
เมื่อถามว่า อะไรที่ผ่าน ครม.มาแล้ว และต้องทบทวนบ่อยๆ กระทบความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล หรือไม่
"กรวีร์ ปริศนานันทกุล" กล่าวว่า เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ และไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องความเสียหายทางการเมือง เมื่อเรายึดในหลักการแบบหนึ่ง แต่พอปฏิบัติการเป็นอีกอย่างแล้วมาทบทวน ตนมองว่าเป็นความกล้าหาญของรัฐบาลด้วยซ้ำ และหลายๆโครงการรวมถึงโครงการ "คนละครึ่ง" ก็ไม่ได้มาจากรัฐบาล "อนุทิน" เป็นคนริเริ่ม เราก็เอานโยบายของรัฐบาลที่แล้วที่ทำสำเร็จมาทำต่อ หากเราคำนึงถึงหน้าตาพวกเรา ก็คงไม่ทำ แต่วันนี้เราคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน นี่คือหลักการสำคัญของคณะรัฐมนตรี