เนชั่นทีวี

ข่าว

“มาดามเดียร์” จี้ตัดงบกลาง 1.2 หมื่นล้าน เหตุซ้ำซ้อน พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้าน

13 ก.ค. 2569 | prisana_tha

“มาดามเดียร์” จี้ตัดงบกลาง 1.2 หมื่นล้าน เหตุซ้ำซ้อน พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้าน

“มาดามเดียร์” จี้ตัดงบกลาง 1.2 หมื่นล้าน เหตุซ้ำซ้อน พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน หวั่นตีเช็คเปล่าให้ฝ่ายบริหาร

“มาดามเดียร์” จี้ตัดงบกลาง 1.2 หมื่นล้าน เหตุซ้ำซ้อน พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน หวั่นตีเช็คเปล่าให้ฝ่ายบริหาร

KEY

POINTS

  • มาดามเดียร์ จี้ตัดงบกลาง 12,000 ล้านบาท หลังพบวัตถุประสงค์ซ้ำซ้อนกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้านบาท ด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
  • ระบุหากปล่อยงบดังกล่าวผ่านสภา อาจเปิดช่องให้ฝ่ายบริหารปรับเปลี่ยนการใช้งบได้ตามดุลพินิจ เปรียบเหมือนการออก “เช็คเปล่า 12,000 ล้านบาท”
  • เสนอให้นำภารกิจด้านพลังงานไปดำเนินการผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้านบาท ซึ่งมีกลไกคณะกรรมการและการรายงานต่อสภา เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและนำงบกลางไปใช้กับภารกิจเร่งด่วนอื่นแทน

13 กรกฎาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา น.ส.วทันยา บุนนาค กรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ว่า ได้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้งบกลางที่มีวัตถุประสงค์ซ้ำซ้อน กับงบประมาณ พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลให้เหตุผลเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน เพื่อแก้ปัญหาฟื้นฟูวิกฤตเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบ จากกรณีปัญหาราคาพลังงาน จากการตรวจสอบพบว่าในงบกลาง มีหัวข้อที่ตรงกันคือเพื่อแก้ไขฟื้นฟูเรื่องเศรษฐกิจที่มาจากผลกระทบวิกฤตราคาพลังงาน วัตถุประสงค์มีความซ้ำซ้อนกันโดยตรงอย่างชัดเจน คือ การเปลี่ยนผ่านพลังงานยกเลิกพลังงานฟอสซิล ไปสู่การใช้พลังงานสีเขียว พลังงานทางเลือกใหม่  หรือพลังงานสะอาด

น.ส.วทันยา บุนนาค กรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570

 

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยแล้วว่าพ.ร.ก.กู้เงิน ไม่ขาดรัฐธรรมนูญ สามารถที่ทำได้จึงเห็นว่า งบประมาณ 12,000 ล้านบาท จึงมีวัตถุประสงค์การใช้ ซ้ำกับพ.ร.ก.กู้เงิน ดังนั้นจึง ยืนยันว่าจะขอตัดและปรับลดค่าใช้จ่าย 12,000 ล้านบาทนี้ เพราะวัตถุประสงค์ของงบประมาณก้อนนี้ไม่ใช่แค่ซ้ำซ้อนแต่ซ้ำกันทุกตัวอักษร

 

"ยังมีข้อกังวลว่า หากปล่อยให้งบประมาณที่มีวัตถุประสงค์ซ้ำกันเช่นนี้ ผ่านกลไกของสภาออกไป ซึ่งในอนาคตแม้สำนักงบประมาณจะมีอำนาจ ในการปรับเปลี่ยนตัวงบประมาณดังกล่าว แต่สำนักงบประมาณก็เป็นสำนักงานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี จึงมีความกังวลว่าในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณก้อนนี้ไปใช้ในกิจการอื่น ซึ่งถือว่าเป็นการปล่อยงบประมาณดังกล่าวให้กับฝ่ายบริหารไปโดยตรง ซึ่งไม่ต่างกับการตีเช็คเปล่า 12,000 ล้านไปให้กับทางฝ่ายบริหาร จึงอยากให้ปรับเปลี่ยนงบประมาณดังกล่าว ไปใช้ในภารกิจอื่น ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนมากกว่าเช่นกัน" น.ส.วทันยากล่าว

น.ส.วทันยา กล่าวต่อว่า ในส่วนของ พ.ร.ก.กู้เงิน 200,000 ล้านบาท จะมีคณะกรรมการ โดยมีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานในการกลั่นกรอง ข้อมูลโครงการต่างๆ ที่จะมาขอใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน ทั้งนี้ระหว่างการใช้ก็ต้องมารายงานต่อสภาเป็นระยะ แต่ในส่วนของงบกลางถ้าหากผ่านกลไกของสภาไปแล้ว เป็นการปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามดุลพินิจของฝ่ายบริหารเลย โดยที่หลังจากนี้จะไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างเข้มข้นของสภาในอนาคต

 

"งบกลางตั้งเป็นรวมๆเลยไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า จะใช้ในโครงการใดบ้าง แต่จากที่มีการตั้งข้อสังเกตและสอบถามสำนักงบประมาณ ได้รับการชี้แจงว่าการใช้งบประมาณแตกต่างกันเพียงแค่วิธีการใช้งบเท่านั้น ซึ่งการใช้งบกลาง จะเป็นไปในลักษณะแมทชิ่งฟัน และจะให้กับหน่วยงานที่มีเงินนอกงบประมาณเป็นของตัวเอง เพื่อจะให้เงินนอกงบประมาณของตนเองมาสมทบ อีก 50% ซึ่งจะเห็นได้ว่าจากคำอธิบายของสำนักงบประมาณแปลว่า วัตถุประสงค์หรือโครงการที่จะนำไปใช้ ไม่ต่าง จากพ.ร.ก. กู้เงิน 2 แสนล้านบาทเลย และถ้าหากเป็นเช่นนั้น ควรนำงบส่วนนี้ไปใช้กับ พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้านบาทดีกว่า เพื่อไม่ให้เป็นภาระงบประมาณและนำงบประมาณดังกล่าวไปใช้ในส่วนที่เร่งด่วนเช่นเดียวกัน"”น.ส.วทันยากล่าว

 

น.ส.วทันยา กล่าวต่อว่า งบประมาณก้อนนี้ถ้าผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน เราก็จะได้สบายใจด้วยว่า จะมีคณะกรรมการที่จะตรวจสอบ ในเรื่องของความโปร่งใสในการทำงานได้ด้วย แต่ถ้าหากไปใช้ในงบกลาง แล้วมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคตก็จะไม่ผ่านการตรวจสอบจากกลไกสภา

 

สำหรับงบอื่นๆที่มีความผิดปกติ น.ส.วทันยา กล่าวว่า ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่พบความผิดปกติ หลายหน่วยงานมีความทับซ้อนกัน ของภารกิจงานที่มีความใกล้เคียงกัน ซึ่งหลายครั้ง ก็มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการควบรวมหน่วยงาน หรือภารกิจบางอย่างที่มีความคล้ายคลึงกัน เช่นกันรวมสำนักงานอาคารบางอย่าง เพื่อลดภาระงบประมาณไปได้

 

"อย่างที่ทราบกันดีว่าปัญหางบประมาณในประเทศไทย เรามีทรัพยากรจำกัดมากๆ งบกว่า 70% ถูกใช้ไปกับ งบประมาณทรัพยากรบุคคล และเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำ ทำให้เห็นว่าปีนี้งบประมาณที่จะนำไปลงทุน แทบจะเหลือน้อยลงมากๆ และงบลงทุนในปีนี้ก็ถูกปรับลดลงไปอีกหลายหน่วยงานแม้จะมีการปรับลดลงไปแล้ว แต่งบบุคลากรกลับเพิ่มขึ้น แต่งบที่ถูกตัดลดกลายเป็นงบที่นำไปดำเนินงาน ซึ่งมีความไม่สอดคล้องกันระหว่างอัตราบุคคลกับภารกิจที่ต้องไปทำงาน" น.ส.วทันยากล่าว

ข่าวล่าสุด