นางสาวภัทราภรณ์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่นายสมชาย ได้สอบถามว่าจะทำให้กรุงเทพมหานครที่มีความหลากหลายเป็นของทุกคนได้อย่างไร ตนคิดว่าสิ่งที่เราควรจะทำมากขึ้นคือ ควรเปิดพื้นที่ให้พี่น้องประชาชนได้เสนอเรื่องเข้ามา หรือเสนอเรื่องงบประมาณต่าง ๆ จากเดิมที่เราเคยจัดงาน Hack งบ กทม. เป็นกลุ่มเล็ก ๆ ตนคิดว่าหากเราจัด Hack งบ กทม. ให้เป็นของสภากรุงเทพมหานคร ก็จะทำให้ประชาชนเข้าใจเรื่องงบประมาณไปพร้อมกับเรา พี่น้องประชาชนจะได้ช่วยกันตรวจสอบ รวมถึงสามารถเสนอแนะว่าหลังจากนี้งบประมาณควรนำไปใช้ด้านใด
ส่วนเรื่องที่จะให้เพื่อนสมาชิกดำรงตนอย่างโปร่งใสได้อย่างไรนั้น ตนคิดว่าเป็นสิทธิของเพื่อนสมาชิก แต่ช่องทางและระบบต่าง ๆ นั้น ตนได้เสนอไว้ข้างต้น โดยทั้ง 4 ข้อ ตนได้วางไทม์ไลน์ไว้แล้วว่าจะพยายามผลักดันให้ได้ภายในเดือนธันวาคมของปีนี้
ด้านนายวิรัช กล่าวว่า การทำหน้าที่ในสภากรุงเทพมหานครนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ตนพูดมาตลอดว่ากรุงเทพมหานครนั้นมีเฟืองอยู่ 3 เฟือง
- เฟืองแรกคือฝ่ายบริหาร
- เฟืองที่สองคือข้าราชการ
- เฟืองที่สามคือสภา
แต่ละเฟืองจะมีแกนรวม หากเฟืองหมุนไปได้อย่างสมดุล แกนนั้นคือประชาชนที่จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ นี่คือมุมมองของตน
นายวิรัช กล่าวต่อว่า ตนและเพื่อนสมาชิกอีก 49 คน เป็นหนึ่งในฟันเฟือง 50 ฟันเฟือง จะทำอย่างไรก็แล้วแต่ให้ฟันเฟืองทั้ง 50 ฟันเฟืองหมุนไปพร้อมกับฟันเฟืองของฝ่ายบริหารและข้าราชการ ตนคิดมาตลอดว่าหากเป็นผู้นำ หรือเป็นประธานสภา หรือแม้แต่เป็นหัวหน้าห้อง ตนคิดเสมอว่าตนทำได้ดีกว่าคนอื่น แต่ตนยอมรับว่ายังมีคนอื่นที่ทำได้ดีกว่าตน
จากนั้นเป็นการลงคะแนน โดยนายอำนาจ ปานเผือก ส.ก.เขตบางแค เสนอให้มีการลงคะแนนแบบเปิดเผยโดยใช้เครื่องลงคะแนนเสียง และนายนภาพล เสนอให้ลงคะแนนเลือกประธานสภาแบบเปิดเผยโดยการยกมือ และได้มีการโหวตจากที่ประชุมเป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบให้ลงคะแนนเลือกประธานสภาแบบเปิดเผยโดยการยกมือ
จากนั้นที่ประชุมได้เลือกประธานสภา โดยนางสาวภัทราภรณ์ ได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบ 39 คะแนน ขณะที่นายวิรัชได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบ 7 คะแนน เป็นอันว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้นางสาวภัทราภรณ์เป็นประธานสภากรุงเทพมหานคร
หลังจากนั้น นางสาวภัทราภรณ์ ขึ้นทำหน้าที่ประธานสภา พร้อมกล่าว ขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ไว้วางใจให้ตนทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนวาระของเมืองผ่านสภากรุงเทพมหานคร และขอยืนยันว่าการพิจารณางบประมาณเพื่อให้ถูกใช้อย่างคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์นั้นไม่ใช่ความเพ้อฝัน การทำสภากรุงเทพมหานครให้โปร่งใส มีประสิทธิภาพ คือความปกติที่ควรจะเป็นมานานแล้ว ในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชน เช่นเดียวกับที่ประชาชนเลือกเพื่อนสมาชิกเข้ามา ตนเชื่อว่าเราจะยกระดับสภากรุงเทพมหานครและทำงานไปด้วยกันอย่างราบรื่นตลอด 4 ปีข้างหน้า
จากนั้นที่ประชุมได้มีการเลือกรองประธานสภาจำนวน 2 คน โดยนายฉัตรชัย เสนอชื่อ นายเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย ส.ก.เขตบึงกุ่ม เป็นรองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 1 โดยไม่มีคู่แข่ง และนายเอกวิน โชคประสพรวย ส.ก.เขตราชเทวี เสนอชื่อ นายนริสสร แสงแก้ว ส.ก.เขตบางเขน เป็นรองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 2 โดยไม่มีคู่แข่ง จึงถือว่า นายเนติภูมิ และนายนริสสร ได้รับเลือกเป็นรองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 1 และ 2 ตามลำดับ