เส้นแบ่งที่พร่าเลือน: ความเสี่ยงทางการเมืองและกฎหมายระหว่างประเทศ
เมื่อพิจารณาในมิติกฎหมายระหว่างประเทศ การกระทำของบุคคลทั้งสามตกอยู่ภายใต้สปอตไลต์ของความชอบธรรม (Legitimacy) และสร้างความลักลั่นใน 2 ประเด็นหลัก:
1. มิติกฎหมายภายในและการส่งผู้ร้ายข้ามแดน: แม้ในปัจจุบันสถานะทางกฎหมายของคุณทักษิณจะพ้นโทษแล้ว แต่สำหรับคุณยิ่งลักษณ์ เธอยังคงมีสถานะเป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีทุจริต การเดินทางเข้าประเทศเพื่อนบ้านในลักษณะที่ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ ย่อมสร้างความกระอักกระอ่วนต่อหลักเกณฑ์ ความร่วมมือระหว่างประเทศในทางอาญา (Mutual Legal Assistance in Criminal Matters)
แม้ในทางปฏิบัติ อาเซียนจะยึดหลัก การไม่แทรกแซงกิจการภายใน (Non-Interference) ตามกฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) มาตรา 2(2)(e) แต่การเปิดบ้านต้อนรับผู้มีชะตากรรมทางกฎหมายในประเทศต้นทาง ย่อมส่งสัญญาณที่บิดเบี้ยวต่อหลักนิติธรรมในภูมิภาค
2. ปมจริยธรรมและโครงสร้างรัฐซ้อนรัฐ: การที่ผู้นำอินโดนีเซียต้อนรับคุณแพทองธาร อดีตนายกรัฐมนตรีที่เพิ่งพ้นจากตำแหน่งจากคำวินิจฉัยด้านจริยธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการแต่งตั้งบุคคล ยิ่งตอกย้ำภาพจำในสายตาต่างชาติว่า “อำนาจที่แท้จริง” (De facto power) ของประเทศไทยอาจไม่ได้ผูกขาดอยู่เพียงแค่โครงสร้างตามรัฐธรรมนูญ แต่วิ่งผ่านสายสัมพันธ์ทางเครือญาติ เกิดสภาวะ "การทูตคู่ขนาน" (Parallel Diplomacy) ที่นานาชาติอาจสับสนว่า ข้อตกลงที่เกิดขึ้นสะท้อนเจตจำนงของประเทศไทยหรือเป็นเพียงผลประโยชน์ของ ตระกูลการเมือง
บทเรียนจากต่างแดน: เมื่อ “ผู้นำเงา” ท้าทายอำนาจรัฐ
ปรากฏการณ์ที่อดีตผู้นำที่มีชนักติดหลังทางกฎหมายเข้าไปมีบทบาทเจรจากับประมุขต่างรัฐเช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยเป็นแห่งแรก หากมองบริบทโลกจะพบกรณีศึกษาที่คล้ายคลึงกัน:
กรณีปากีสถาน (ศูนย์รวมอำนาจคู่ขนาน): นาวาซ ชารีฟ (Nawaz Sharif) อดีตนายกฯ ที่ถูกศาลตัดสินจำคุกคดีคอร์รัปชันและต้องลี้ภัยไปลอนดอน ทว่าในช่วงที่น้องชายของเขาขึ้นเป็นนายกฯ นาวาซกลับใช้ลอนดอนเป็นศูนย์กลางในการต้อนรับนักการทูตต่างชาติและกำหนดทิศทางประเทศ ทำให้ประชาคมโลกเกิดความสับสนว่านโยบายที่แท้จริงถูกกำหนดจากเมืองหลวงหรือจากบ้านพักส่วนตัว ซึ่งลดทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาลที่บริหารประเทศอยู่จริง
กรณีสหรัฐอเมริกา (การแทรกแซงนโยบายโดยพลเรือน): โดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงที่พ้นจากตำแหน่งและเผชิญคดีอาญามากมาย ได้เปิดบ้านพักต้อนรับผู้นำต่างชาติ (เช่น ผู้นำฮังการี) โดยข้ามหัวรัฐบาลกลาง ในทางวิชาการพฤติกรรมนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงภายใต้แนวคิดของกฎหมาย The Logan Act ที่ห้ามมิให้พลเมืองที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ไปเจรจาต่อรองทางการเมืองกับรัฐบาลต่างชาติ
ในมิติทางการทูต การที่บุคคลซึ่งมีสถานะทางกฎหมายไม่ชัดเจนไปนั่งร่วมโต๊ะกับผู้นำต่างประเทศ มักถูกมองว่าเป็น "การแสวงหาความคุ้มครองทางการเมือง" (Political Shielding) มากกว่าการเจรจาเพื่อประโยชน์ของชาติ
ข้อเสนอแนะ: รัฐบาลไทยต้องชี้แจงอย่างไร?
รัฐบาลไทยไม่อาจใช้กลยุทธ์ "ความเงียบ" หรือปัดตกให้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวได้ เพราะจะทำให้สถาบันทางการทูตหลักของประเทศลดความศักดิ์สิทธิ์ลง รัฐบาลควรดำเนินการ 2 ประการทันที:
1. ออกแถลงการณ์ชี้แจงอย่างเป็นทางการ (Official Statement): ผ่านกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อยืนยันว่าการเดินทางดังกล่าวเป็นการเยือนในฐานะ "ส่วนบุคคล" และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายหรือนโยบายใดๆ กับรัฐบาลไทยชุดปัจจุบัน"
2. แยกแยะสถานะทางกฎหมายให้ชัดเจน: ยืนยันว่าจุดยืนของไทยต่อกระบวนการยุติธรรมภายในยังคงเดิม เพื่อไม่ให้กระทบต่อหลักความร่วมมือระหว่างประเทศในอนาคต
บทเรียนจากจาการ์ตาในครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำว่าหากรัฐบาลไทยไม่ขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนระหว่างการดำเนินธุรกิจของตระกูลกับผลประโยชน์แห่งรัฐ ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับวิกฤตความน่าเชื่อถือในเวทีโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ด้วยความปรารถนาดี
ภาพและข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก ประพฤติ ฉัตรประภาชัย