เนชั่นทีวี

ข่าว

รัฐบาลไทยอย่านิ่งเฉย! ชำแหละเกม "3 ชินวัตร" เยือน "อินโดนีเซีย" เกมการทูตคู่ขนานหรือรอยร้าวความมั่นคง

12 ก.ค. 2569 | natthanan_chu

รัฐบาลไทยอย่านิ่งเฉย! ชำแหละเกม "3 ชินวัตร" เยือน "อินโดนีเซีย" เกมการทูตคู่ขนานหรือรอยร้าวความมั่นคง

รัฐบาลไทยอย่านิ่งเฉย! ชำแหละเกม "3 ชินวัตร" เยือน "อินโดนีเซีย" เกมการทูตคู่ขนาน หรือรอยร้าวความมั่นคงทางกฎหมายระหว่างประเทศ?

รัฐบาลไทยอย่านิ่งเฉย! ชำแหละเกม "3 ชินวัตร" เยือน "อินโดนีเซีย" เกมการทูตคู่ขนาน หรือรอยร้าวความมั่นคงทางกฎหมายระหว่างประเทศ?

KEY

POINTS

  • "อาจารย์อุ๋ย" ชำแหละ 3 ชินวัตรเยือนอินโดนีเซีย หวั่นซ้ำรอยรัฐซ้อนรัฐ-กระทบความเชื่อถือไทย
  • ตั้งคำถามการทูตคู่ขนาน! เผยความเสี่ยงทางกฎหมายและจริยธรรม เมื่ออดีตผู้นำมีชนักติดหลังพบผู้นำต่างชาติ
  • จี้รัฐบาลไทยแจงด่วน! หวั่นภาพลักษณ์ประเทศสับสน ยืนยันการเยือนต้องเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ผูกพันรัฐ
     

12 กรกฎาคม 2569 นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมาย และอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขตบางกะปิ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า

 

การปรากฏตัวของ 3 อดีตนายกรัฐมนตรีตระกูลชินวัตร ทั้ง นายทักษิณ ชินวัตร, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในการเข้าพบ นายปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ณ อาคารดานันทารา กรุงจาการ์ตา กลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการทูตและการเมืองไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

 

 

ในฐานะนักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ คำถามสำคัญที่เราต้องขบคิดไม่ใช่เพียงแค่ว่าพวกเขาคุยอะไรกัน? แต่ต้องตั้งคําถามว่าสิ่งนี้ส่งผลกระทบและสร้างความเสี่ยงต่อประเทศไทยในมิติทางกฎหมาย จารีตทางการทูต และความน่าเชื่อถือในเวทีสากลหรือไม่อย่างไร?

 

รัฐบาลไทยอย่านิ่งเฉย! ชำแหละเกม "3 ชินวัตร" เยือน "อินโดนีเซีย" เกมการทูตคู่ขนานหรือรอยร้าวความมั่นคง

เส้นแบ่งที่พร่าเลือน: ความเสี่ยงทางการเมืองและกฎหมายระหว่างประเทศ

เมื่อพิจารณาในมิติกฎหมายระหว่างประเทศ การกระทำของบุคคลทั้งสามตกอยู่ภายใต้สปอตไลต์ของความชอบธรรม (Legitimacy) และสร้างความลักลั่นใน 2 ประเด็นหลัก:

 
1. มิติกฎหมายภายในและการส่งผู้ร้ายข้ามแดน: แม้ในปัจจุบันสถานะทางกฎหมายของคุณทักษิณจะพ้นโทษแล้ว แต่สำหรับคุณยิ่งลักษณ์ เธอยังคงมีสถานะเป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีทุจริต การเดินทางเข้าประเทศเพื่อนบ้านในลักษณะที่ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ ย่อมสร้างความกระอักกระอ่วนต่อหลักเกณฑ์ ความร่วมมือระหว่างประเทศในทางอาญา (Mutual Legal Assistance in Criminal Matters) 

แม้ในทางปฏิบัติ อาเซียนจะยึดหลัก การไม่แทรกแซงกิจการภายใน (Non-Interference) ตามกฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) มาตรา 2(2)(e)  แต่การเปิดบ้านต้อนรับผู้มีชะตากรรมทางกฎหมายในประเทศต้นทาง ย่อมส่งสัญญาณที่บิดเบี้ยวต่อหลักนิติธรรมในภูมิภาค

 2. ปมจริยธรรมและโครงสร้างรัฐซ้อนรัฐ: การที่ผู้นำอินโดนีเซียต้อนรับคุณแพทองธาร อดีตนายกรัฐมนตรีที่เพิ่งพ้นจากตำแหน่งจากคำวินิจฉัยด้านจริยธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการแต่งตั้งบุคคล ยิ่งตอกย้ำภาพจำในสายตาต่างชาติว่า “อำนาจที่แท้จริง” (De facto power) ของประเทศไทยอาจไม่ได้ผูกขาดอยู่เพียงแค่โครงสร้างตามรัฐธรรมนูญ แต่วิ่งผ่านสายสัมพันธ์ทางเครือญาติ เกิดสภาวะ "การทูตคู่ขนาน" (Parallel Diplomacy) ที่นานาชาติอาจสับสนว่า ข้อตกลงที่เกิดขึ้นสะท้อนเจตจำนงของประเทศไทยหรือเป็นเพียงผลประโยชน์ของ ตระกูลการเมือง

 

 

บทเรียนจากต่างแดน: เมื่อ “ผู้นำเงา” ท้าทายอำนาจรัฐ

ปรากฏการณ์ที่อดีตผู้นำที่มีชนักติดหลังทางกฎหมายเข้าไปมีบทบาทเจรจากับประมุขต่างรัฐเช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยเป็นแห่งแรก หากมองบริบทโลกจะพบกรณีศึกษาที่คล้ายคลึงกัน:


กรณีปากีสถาน (ศูนย์รวมอำนาจคู่ขนาน): นาวาซ ชารีฟ (Nawaz Sharif) อดีตนายกฯ ที่ถูกศาลตัดสินจำคุกคดีคอร์รัปชันและต้องลี้ภัยไปลอนดอน ทว่าในช่วงที่น้องชายของเขาขึ้นเป็นนายกฯ นาวาซกลับใช้ลอนดอนเป็นศูนย์กลางในการต้อนรับนักการทูตต่างชาติและกำหนดทิศทางประเทศ ทำให้ประชาคมโลกเกิดความสับสนว่านโยบายที่แท้จริงถูกกำหนดจากเมืองหลวงหรือจากบ้านพักส่วนตัว ซึ่งลดทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาลที่บริหารประเทศอยู่จริง

กรณีสหรัฐอเมริกา (การแทรกแซงนโยบายโดยพลเรือน): โดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงที่พ้นจากตำแหน่งและเผชิญคดีอาญามากมาย ได้เปิดบ้านพักต้อนรับผู้นำต่างชาติ (เช่น ผู้นำฮังการี) โดยข้ามหัวรัฐบาลกลาง ในทางวิชาการพฤติกรรมนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงภายใต้แนวคิดของกฎหมาย The Logan Act ที่ห้ามมิให้พลเมืองที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ไปเจรจาต่อรองทางการเมืองกับรัฐบาลต่างชาติ

ในมิติทางการทูต การที่บุคคลซึ่งมีสถานะทางกฎหมายไม่ชัดเจนไปนั่งร่วมโต๊ะกับผู้นำต่างประเทศ มักถูกมองว่าเป็น "การแสวงหาความคุ้มครองทางการเมือง" (Political Shielding) มากกว่าการเจรจาเพื่อประโยชน์ของชาติ

 

 

ข้อเสนอแนะ: รัฐบาลไทยต้องชี้แจงอย่างไร?

รัฐบาลไทยไม่อาจใช้กลยุทธ์ "ความเงียบ" หรือปัดตกให้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวได้ เพราะจะทำให้สถาบันทางการทูตหลักของประเทศลดความศักดิ์สิทธิ์ลง รัฐบาลควรดำเนินการ 2 ประการทันที:

1. ออกแถลงการณ์ชี้แจงอย่างเป็นทางการ (Official Statement): ผ่านกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อยืนยันว่าการเดินทางดังกล่าวเป็นการเยือนในฐานะ "ส่วนบุคคล" และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายหรือนโยบายใดๆ กับรัฐบาลไทยชุดปัจจุบัน"

2. แยกแยะสถานะทางกฎหมายให้ชัดเจน: ยืนยันว่าจุดยืนของไทยต่อกระบวนการยุติธรรมภายในยังคงเดิม เพื่อไม่ให้กระทบต่อหลักความร่วมมือระหว่างประเทศในอนาคต

บทเรียนจากจาการ์ตาในครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำว่าหากรัฐบาลไทยไม่ขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนระหว่างการดำเนินธุรกิจของตระกูลกับผลประโยชน์แห่งรัฐ ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับวิกฤตความน่าเชื่อถือในเวทีโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้วยความปรารถนาดี

 

รัฐบาลไทยอย่านิ่งเฉย! ชำแหละเกม "3 ชินวัตร" เยือน "อินโดนีเซีย" เกมการทูตคู่ขนานหรือรอยร้าวความมั่นคง

 

ภาพและข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก ประพฤติ ฉัตรประภาชัย

 

 


 

 

 

ข่าวล่าสุด