สาระสำคัญของมติดังกล่าว คือการที่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ใช้อำนาจตามกฎหมาย กำหนดเพดานราคาขายปลีกน้ำมัน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศไทย ไม่ใช่เพียงการนำเงินกองทุนน้ำมันมาชดเชยราคาแบบ "กระเป๋าซ้าย-กระเป๋าขวา" อย่างที่มีกลุ่มการเมืองและนักวิจารณ์ออกมาให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน
โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. พ.ศ. 2516 ของนายกรัฐมนตรี กำหนดชัดว่า น้ำมันเบนซินและดีเซลต้องขายไม่เกิน 35 บาทต่อลิตร กล่าวคือ เมื่อราคาตลาดไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง รัฐสามารถเข้าไปกำหนดกรอบราคาเพื่อคุ้มครองประชาชนได้
พร้อมกันนั้น กระทรวงพลังงานยังดึง "ผลประโยชน์ส่วนเกิน" จากโรงกลั่นกลับมาแบ่งเบาภาระประชาชนอีกครั้ง รอบนี้ประมาณ 1,700 ล้านบาท รวมกับรอบก่อน เท่ากับดึงกลับมาแล้วกว่า 10,000 ล้านบาท เงินก้อนนี้ไม่ใช่ภาษีประชาชน ไม่ใช่เงินกู้ และไม่ใช่เงินจากกองทุนน้ำมัน แต่เป็นการนำกำไรส่วนเกินในห่วงโซ่พลังงานกลับมาช่วยลดค่าครองชีพของคนทั้งประเทศ
ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับลดลงทันที
* เบนซินและแก๊สโซฮอล์ ลดประมาณ 2.51 บาท/ลิตร
* ดีเซล ลดประมาณ 2.56 บาท/ลิตร