4. โรงเรียนพัฒนาตัวเอง พัฒนาระบบการบริหารจัดการและคุณภาพการเรียนรู้ในโรงเรียนผ่านฐานข้อมูล เช่น ระบบ Q-Info สำหรับประเมินนักเรียนรายบุคคล เพื่อยกระดับโรงเรียนด้วยตนเอง
5. ครูรัก(ษ์)ถิ่น แก้ปัญหาครูจากนอกพื้นที่ขอย้ายออก โดยคัดเลือกเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลมาเรียนครูแล้วกลับไปบรรจุในชุมชนบ้านเกิด เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบการศึกษาในพื้นที่
6. การศึกษาที่ยืดหยุ่น ปรับรูปแบบการศึกษาให้สอดคล้องกับข้อจำกัดในชีวิตของเด็ก เช่น การทำงานช่วยครอบครัว โดยมีโมเดล “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” และการใช้ Learning Passport รับรองผลการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง
7. All for Education สร้างหุ้นส่วนความร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคส่วนต่างๆ เพื่อระดมทรัพยากรและร่วมลงทุนในการพัฒนาการศึกษา แทนการพึ่งพาเพียงงบประมาณภาครัฐหรือการบริจาคเพียงอย่างเดียว
8. การวิจัยเชิงประจักษ์ ใช้ข้อมูลวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาเป็น “เข็มทิศ” ในการกำหนดนโยบาย เพื่อให้การลงทุนด้านการศึกษามีความคุ้มค่าและแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด
แต่ปัญหาคือ ถึงแม้ว่างานวิจัยเชิงประจักษ์ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนนโยบายด้วยข้อเท็จจริง แต่สถานการณ์ล่าสุดพบว่า งบประมาณด้านการวิจัยของ กสศ. กลับถูกตัดลดลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่ง ดร.ประสารเปรียบเทียบว่าเหมือนกับการ “โยนเข็มทิศทิ้งในขณะที่เรือกำลังแล่นอยู่กลางมหาสมุทร” การขาดการสนับสนุนเครื่องมือนี้อาจส่งผลให้การประเมินทิศทางและการลงทุนเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น
พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า ความสำเร็จในการขับเคลื่อนนวัตกรรมตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจาก กสศ. เพียงหน่วยงานเดียว แต่คือ ปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีก (Butterfly Effect) ที่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง
ดังนั้นโจทย์ที่ท้าทายที่สุดในขณะนี้คือ การสร้างความยั่งยืนให้นวัตกรรมทางการศึกษาเหล่านี้ดำเนินต่อไปได้โดยไม่ผูกติดอยู่กับงบประมาณรายปีที่มีความผันผวน หรือการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาล
ดร.ประสาร จึงขอเรียกร้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนของสังคม มาร่วมกันออกแบบกลไกเชิงระบบ ทั้งด้านกฎหมาย การเงิน และนโยบายระยะยาว เพื่อผลักดันให้ความเสมอภาคทางการศึกษากลายเป็นเป้าหมายและความสำเร็จร่วมกันของประเทศไทยอย่างยั่งยืน