ต่อมาวันที่ 27 กันยายน 2559 ก่อนที่นายจำเริญจะย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้สั่งการเร่งรัดให้ผู้ใต้บังคับบัญชา เสนอเรื่องที่ค้างดำเนินการอยู่ทั้งหมดให้ตนพิจารณา เจ้าหน้าที่จึงได้จัดทำบันทึกข้อความเสนอเรื่องราว รายละเอียดข้อเท็จจริงและเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยรายงานว่า คำขออนุญาตประกอบกิจการโรงแรมรายนี้ยังไม่มีหนังสือให้ความเห็นชอบ EIA
แต่นายจำเริญกลับลงนามอนุญาต พร้อมลงลายมือชื่อในฐานะนายทะเบียนออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมให้แก่บริษัทแห่งนี้ ทั้งที่ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ประกอบประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการพิจารณาการขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจโรงแรม และประกาศกระทรวง ทส. เรื่อง กำหนดพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในบริเวณพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พ.ศ. 2553
จึงเป็นการออกใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจโรงแรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชน เป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติว่า การกระทำของนายจำเริญ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1
และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง พร้อมทั้งให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยตามฐานความผิดดังกล่าว