"ทวี" ค้านวุฒิสภาแก้ กม.ล้มละลาย หวั่นเงื่อนไขกีดกันเกษตรกร
02 ก.ค. 2569 | titayu_pur

"พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง" ค้านวุฒิสภาแก้ พ.ร.บ.ล้มละลาย ปมเงื่อนไขรายได้สม่ำเสมอ จี้ตั้ง กมธ.ร่วม ย้ำต้องเป็นทางรอดแก้หนี้ครัวเรือน เพื่อเกษตรกรและคนรายได้น้อย
ข่าว
02 ก.ค. 2569 | titayu_pur

"พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง" ค้านวุฒิสภาแก้ พ.ร.บ.ล้มละลาย ปมเงื่อนไขรายได้สม่ำเสมอ จี้ตั้ง กมธ.ร่วม ย้ำต้องเป็นทางรอดแก้หนี้ครัวเรือน เพื่อเกษตรกรและคนรายได้น้อย
KEY
POINTS
2 กรกฎาคม 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อภิปรายคัดค้าน ข้อไขเพิ่มเติมของวุฒิสภาในร่าง กฎหมายล้มละลาย ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณา ป้องกันไม่ให้เงื่อนไข "รายได้สม่ำเสมอ" กลายเป็นการกีดกันกลุ่ม เกษตรกร และผู้มีรายได้น้อยออกจากกระบวนการ ฟื้นฟูหนี้ ครัวเรือนอย่างไม่เป็นธรรม
ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 26 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ได้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ซึ่งเป็นฉบับที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม และส่งคืนมายังสภาผู้แทนราษฎร พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว ได้อภิปรายแสดงความกังวล ต่อการแก้ไขในสาระสำคัญของวุฒิสภา พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อความรอบคอบ
พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า กฎหมายล้มละลายฉบับนี้ ถือเป็นกฎหมายฟื้นฟูที่สำคัญที่สุดในรอบ 100 ปี นับตั้งแต่มีการแก้กฎหมายแพ่ง โดยในชั้นคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการประชุมอย่างละเอียดถึง 23 ครั้ง เพื่อวางรากฐานให้ลูกหนี้ สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณ หรือความช่วยเหลือจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว
หัวใจสำคัญคือ การเปิดโอกาสให้ "บุคคลธรรมดา" ที่มีหนี้ตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 50 ล้านบาท สามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูหนี้ได้ ซึ่งจะได้รับสิทธิ "สภาวะพักการชำระหนี้" (Automatic Stay) ทันทีที่ศาลรับคำร้อง ช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) มีโอกาสตั้งตัวใหม่โดยไม่ถูกฟ้องล้มละลายทันที
ประเด็นสำคัญที่ พ.ต.อ.ทวี คัดค้านการแก้ไขของวุฒิสภา คือการปรับแก้เงื่อนไขในมาตรา 90/151 เกี่ยวกับการฟื้นฟูบุคคลธรรมดา โดยวุฒิสภาได้เพิ่มข้อความว่าต้องเป็นผู้ที่มี “รายได้สม่ำเสมอ” ซึ่งคำนี้ไม่มีการนิยามไว้อย่างชัดเจน
พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า หากตีความว่าต้องเป็นรายได้ประจำแบบเงินเดือน จะส่งผลกระทบต่อลูกหนี้กลุ่มใหญ่ของประเทศ ที่เป็น "เกษตรกร" ซึ่งมีรายได้ตามฤดูกาล หรือผู้มีรายได้น้อยที่มีรายได้ไม่แน่นอน ซึ่งในร่างเดิมของสภาผู้แทนราษฎรได้ตัดคำว่ารายได้ประจำออกไป เพื่อให้ครอบคลุมตามหลักการ "Regular Income" ของสหรัฐอเมริกาที่หมายถึงรายได้ปกติ ไม่ใช่แค่เงินเดือน
"หากกฎหมายออกมาอย่างไม่รอบคอบ จะกลายเป็นเหมือนกฎหมายล้มละลายเอสเอ็มอี (SME) ปี 2559 ที่บังคับให้ต้องจดทะเบียนวิสาหกิจ จนสุดท้ายไม่มีใครได้ใช้งานจริง กฎหมายฉบับนี้ต้องไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของคนตีความ แต่ต้องเป็นเครื่องมือแก้ปัญหารากเหง้าหนี้สินของประเทศ" พ.ต.อ.ทวี กล่าว
พ.ต.อ.ทวี ยังสนับสนุนแนวคิดของ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ที่เสนอไว้ในมาตรา 90/107 ว่า กรณีข้าราชการที่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูแต่ไม่สำเร็จ ไม่ควรถูกสั่งให้ออกจากราชการ เพราะการเป็นหนี้เป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน และการให้ออกไม่ใช่ทางออกของการแก้หนี้ อีกทั้งยังขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีหลายครั้งที่ระบุว่า หากข้าราชการไม่ได้ทุจริต แต่ต้องล้มละลายเพราะหนี้สิน ก็ไม่ควรให้พ้นจากตำแหน่ง
ในช่วงท้าย พ.ต.อ.ทวี ยืนยันว่า แม้จะเคารพการตัดสินใจของวุฒิสภา และรับฟังความเห็นจากฝั่งธนาคารและเจ้าหนี้มาอย่างต่อเนื่อง จนเชื่อว่าร่างเดิมสมดุลที่สุดแล้ว แต่เมื่อมีการแก้ไขในส่วนที่เป็นสาระสำคัญยิ่งยวด จึงขอให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติ ให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน เพื่อพิจารณาประเด็นการขยายเวลาผู้ค้ำประกันเป็น 20 ปี และนิยามของผู้มีสิทธิเข้าฟื้นฟูหนี้ให้มีความชัดเจนและเป็นธรรมต่อประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง