เวทีนี้มีนักข่าวของ "เนชั่นทีวี" ไปร่วมเป็นพิธีกร จึงได้พูดคุยกับ “เลขาฯแหวง” ทั้งบนเวที และนอกรอบ มีบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ที่สังคมให้ความสนใจ จึงขอนำมาเล่าไว้ในรายการข่าวข้นคนข่าว
เลขาฯแหวง บอกว่า คำว่า “ฮั้ว” ไม่มีในกฎหมาย แต่คดี “ฮั้ว สว.” ก็พูดกันจนติดปาก
เลขาฯแหวง ยอมรับว่า การพิจารณาคำร้องต่างๆ ของ กกต. โดยระเบียบและกฎหมาย ไม่มีกรอบเวลา กฎหมายไม่ได้เขียนเอาไว้ แต่มีระเบียบภายใน เป็น “กรอบเวลาเร่งรัดตัวเอง” ของ กกต.
โดยปกติ ทุกคำร้องจะพิจารณาให้จบไม่เกิน 1 ปี แม้แต่ละปีจะมีคำร้องเข้ามามากจากทุกช่องทาง เช่น ปี 68 มีกว่า 5,000 คำร้อง (ทุจริตเลือก สส., ทุจริตเลือก สว., ออกเสียงประชามติ, คุณสมบัติ สส. สว. รัฐมนตรี และยุบพรรค) ซึ่งส่วนใหญ่จะเร็วกว่านั้นมาก แต่คดีฮั้ว สว. มีผู้เกี่ยวข้องมาก มีสำนวนเป็นร้อยๆ สำนวน
ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาเหล่านี้ จริงๆ แล้วถูกร้องในข้อหาอื่นด้วย รวมๆ แล้วประมาณ 300 กว่าเรื่อง กกต.วินิจฉัยจบไปหมดแล้ว แต่ส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนการฮั้ว กกต.ให้แยกมารวมกันเอาไว้เฉพาะข้อกล่าวหานี้ ทำให้เป็นสำนวนใหญ่ และใช้เวลามากกว่าปกติ
กระบวนการพิจารณาคำร้องของ กกต. ทุกคำร้อง ใช้กระบวนการเดียวกัน มี 4 ขั้นตอน ไม่ใช่เฉพาะคดี สว. กล่าวคือ
ขั้นที่หนึ่ง สืบสวนและไต่สวน มีคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนคณะต่างๆ รับผิดชอบ
ขั้นที่สอง สำนักงานเลขาธิการ กกต.แต่ตัวเลขาฯไม่เคยพิจารณาสำนวน เพราะโดยหลักการทำงาน จะกระจายงานไปให้รองเลขาฯ ทุกคดี ไม่ใช่เฉพาะคดีฮั้ว สว.
ขั้นที่สาม อนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาและข้อโต้แย้ง
ขั้นสี่ กรรมการ กกต.ชุดใหญ่
การที่มีกระแสวิจารณ์ว่า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 ตั้งขึ้นเป็นพิเศษ ผิดปกติ เพราะมีอนุกรรมการอยู่ถึง 35 คณะแล้วทำไมถึงไม่ใช้
เลขาฯแหวง บอกว่า ถ้าจะบอกว่าอนุฯคณะที่ 36 ผิดปกติ ก็ต้องบอกว่า คณะไต่สวนฯ คณะที่ 26 ผิดปกติเหมือนกัน เพราะคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ปกติมีกรรมการ 3 คนเท่านั้น แต่คณะที่ 26 มีกรรมการ 12 คน ซึ่งกระบวนการเสนอแต่งตั้ง ก็เสนอกันมาตามระบบ ตนไม่ได้เข้าไปยุ่ง หรือแทรกแซง เสนอมาก็อนุมัติให้ ฉะนั้นจึงไม่มีอะไรผิดปกติ
สำหรับการพิจารณาสำนวนคดี ฮั้ว สว. ของ กกต.ชุดใหญ่นั้น กรอบเวลา 90 วัน ไม่มีกำหนดในกฎหมาย แต่กรรมการ กกต. ตั้งใจว่าจะพิจารณาให้จบใน 90 วัน และพิจารณาทุกวันจันทร์ ผ่านไปแล้ว 2 จันทร์
แต่ละจันทร์ก็พิจารณาได้หลายจังหวัด เพียงแต่ต้องเข้าใจว่า สำนวนคดีไม่ได้มีทุกจังหวัด ไม่ใช่มีถึง 76 จังหวัด มีแค่บางจังหวัด เพราะบางจังหวัดก็ไม่มี
ลั่นไม่เคยแทรกคดี วัฒนธรรม กกต.ไม่มีล้วงลูกกัน
เลขาฯแหวง พูดบนเวทีหลายครั้งว่า วัฒนธรรมการทำงานของ กกต. โดยเฉพาะงานสืบสวนและวินิจฉัย เป็น “อำนาจใครอำนาจมัน” สมมติสำนวนคดีนี้ คณะนี้ดูแล ก็จะไม่มีการไปแทรกแซงกัน
ตนเองก็ไม่เคยถาม เพราะเคารพซึ่งกันและกัน หากไปถาม ก็จะรู้สึกอายตัวเอง ฉะนั้นที่ตนบอกว่า ตนไม่รู้รายละเอียดในสำนวนต่างๆ เป็นเรื่องจริง เพราะตนไม่เคยถาม แต่เมื่อเรื่องมาถึงตน ตนก็ทำไปตามอำนาจหน้าที่ ก็เป็นการใช้ดุลยพินิจของตนเช่นกัน
เตือนการเมืองรักษาสนามเลือกตั้ง อย่าให้ใครคว่ำสนาม
เลขาฯแหวง กล่าวในตอนท้ายว่า การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ใช่หน้าที่ของ กกต.ฝ่ายเดียว แต่เป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน และพรรคการเมืองที่ต้องส่งคนไปตรวจสอบที่หน่วยเลือกตั้ง เพื่อช่วยกัน และร้องคัดค้านภายในเวลาที่กำหนด หากมาร้องทีหลัง หลักฐานก็หายไปหมดแล้ว
ฉะนั้นสนามเลือกตั้ง ไม่ต่างจากสนามฟุตบอล นักฟุตบอลเตะกัน มีคนแพ้คนชนะ คนดูก็สนุก แต่กรรมการไม่ได้อะไรเลย เป่าแล้วฝ่ายหนึ่งไม่พอใจก็ถูกด่า เปรียบกับสนามเลือกตั้ง
อย่าโยนให้ กกต.รับผิดชอบอย่างเดียว เพราะ กกต.ทำไปก็ไม่ได้อะไร อยากให้ช่วยรักษาสนามเอาไว้ อย่าให้ใครมาคว่ำสนาม
เปิดใจ “แค่คนธรรมดา” อยากให้ประเทศดีเหมือนทุกคน
เลขาฯแหวง ยังบอกว่า ตนเป็นคนบุรีรัมย์ และภูมิใจที่เกิดที่นั่น ไม่ต่างจากคนจังหวัดอื่นที่ภูมิใจในบ้านเกิดของตน แต่วันนี้ความเป็นบุรีรัมย์กลับกลายเป็นประเด็นขึ้นมา
ก่อนจะเปรยทิ้งท้ายว่า ตนเองก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง พ้นจากตำแหน่งเลขาฯไป ก็ไปทำอย่างอื่น
ไปเดินถนนก็คือประชาชนคนหนึ่ง ที่อยากให้เห็นประเทศดีขึ้น ระบบกฎหมายดีขึ้น การเมืองดีขึ้น เหมือนๆ กับคนไทยคนอื่นๆ ทุกคน
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง