เนชั่นทีวี

ข่าว

"ประพันธ์" ยัน กก.สรรหา กสทช. มีอำนาจฟัน "หมอสรณ" พ้นประธาน

18 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

"ประพันธ์" ยัน กก.สรรหา กสทช. มีอำนาจฟัน "หมอสรณ" พ้นประธาน

"ประพันธุ์ คูณมี" อดีต สว.โต้บทความอุ้ม ประธาน กสทช. ยันกรรมการสรรหามีอำนาจเต็มตามกฎหมาย ตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติ “นพ.สรณ” แม้โปรดเกล้าฯ แล้ว ลุยประชุม 26 มิ.ย. นี้

"ประพันธุ์ คูณมี" อดีต สว.โต้บทความอุ้ม ประธาน กสทช. ยันกรรมการสรรหามีอำนาจเต็มตามกฎหมาย ตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติ “นพ.สรณ” แม้โปรดเกล้าฯ แล้ว ลุยประชุม 26 มิ.ย. นี้

KEY

POINTS

  • โต้กระแสบิดเบือนกฎหมาย: นายประพันธุ์ คูณมี ปฏิเสธกระแสข่าวจากบางสื่อ ที่หยิบยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปี 2555 มาอ้างเพื่ออุ้ม นพ.สรณ โดยชี้ว่าเป็นคดีเก่าตามรัฐธรรมนูญปี 2550 และไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจการตรวจคุณสมบัติในปัจจุบัน

     
  • กาง พ.ร.บ. ใหม่กฤษฎีกาการันตี: ยืนยันว่า พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 15/1 (แก้ไขปี 2564) และคณะกฤษฎีกา มีความเห็นพ้องว่าคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมมีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายในการวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของ ประธาน กสทช. ให้เป็นที่สุด

     
  • ดีเดย์ชี้ชะตา 26 มิถุนายน: สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้ส่งเรื่องให้ คณะกรรมการสรรหา กสทช. ดำเนินการชี้ขาดแล้ว โดยมีการนัดหมายประชุมเพื่อลงมติวินิจฉัยอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ณ วุฒิสภา

18 มิถุนายน 2569 นายประพันธุ์ คูณมี อดีต สว. และ กมธ. ICT ออกโรงชี้แจงข้อกฎหมายโต้แย้งกระแสข่าวบิดเบือน ที่พยายามตัดอำนาจ คณะกรรมการสรรหา กสทช. ในการเดินหน้า ตรวจสอบคุณสมบัติ และวินิจฉัยลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. โดยยืนยันชัดเจนตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมปี 2564 และแนวคำวินิจฉัยของคณะกฤษฎีกาว่า กรรมการสรรหาชุดเดิมมีหน้าที่และอำนาจเต็มชี้ขาดเป็นที่สุด ซึ่งเตรียมเปิดประชุมเพื่อตัดสินชะตากรรมครั้งสำคัญ ณ วุฒิสภา ในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 นี้ 


โดยนายประพันธ์ เขียนบทความถึงกรณีที่ได้ปรากฏบทความที่ไม่มีชื่อผู้เขียน ด้วยหัวข้อข่าวและบทความว่า “เปิดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชัดภารกิจกรรมการสรรหา กสทช. สิ้นสุดเมื่อสรรหาเสร็จสิ้น ตั้งคำถามอำนาจตรวจคุณสมบัติประธาน กสทช.” ว่า เป็นการหยิบยกเอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 25-27/2555 มาอ้างเพื่อปกป้องประธาน กสทช. โดยตีความเอาเองว่า ศาลรัฐธรรมนูญเคยวางหลักเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ไว้ว่า

 

“กรรมการสรรหาถูกกำหนดขึ้นเฉพาะ เมื่อมีเหตุที่ต้องมีการเลือกและแต่งตั้งกรรมการ เพื่อทำหน้าที่คัดเลือกผู้สมควรได้รับเลือกเป็นกรรมการ โดยวิธีสรรหาเสนอต่อวุฒิสภาพิจารณาลงมติ เมื่อดำเนินการสรรหาเสร็จสิ้นแล้ว ภารกิจของคณะกรรมการสรรหาในครั้งนั้นก็สิ้นสุดลง ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้กรรมการสรรหามีหน้าที่ในทางบริหาร หรือที่ปรึกษา หรือเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. หรือสำนักงาน กสทช.” 

อ่านเพิ่มเติมบทความ

“เปิดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชัดภารกิจกรรมการสรรหา กสทช. สิ้นสุดเมื่อสรรหาเสร็จสิ้น ตั้งคำถามอำนาจตรวจคุณสมบัติประธาน กสทช.”

 

กล่าวโดยสรุปก็คือ การกล่าวอ้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ก็เพื่อจะชี้นำสังคมและให้ผู้เสพข่าวสารดังกล่าวเข้าใจว่า


คณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่กำลังประชุมพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณฯ ประธาน กสทช. อยู่ในขณะนี้ และที่จะมีนัดการประชุมเพื่อวินิจฉัยอีกครั้งในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ที่วุฒิสภา นั้น ไม่มีหน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการ กสทช.


แถมตีความอ้างว่า แนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ เพื่อมัดมือเท้าตัดอำนาจว่า กรรมการสรรหาไม่มีหน้าที่และอำนาจวินิจฉัย เพราะ กสทช. ที่ถูกกล่าวหา ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งและทำงานไปแล้วถึง 4 ปี กรรมการสรรหาบังอาจจะมาวินิจฉัยคุณสมบัติเขาได้อย่างไร


อ่านข่าวและบทความนี้แล้ว ผู้นำเสนอข้อมูลดังกล่าว คงหวังว่าผู้เสพข่าวนี้คงเคลิ้มและคล้อยตาม เพราะดูเหมือนจะมีเหตุผลให้รับฟัง 



นายประพันธ์ คูณมี อดีต สว.

ผู้เขียนในฐานะนักกฎหมายและเป็นอดีตวุฒิสมาชิก เป็นอดีตกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา (กมธ. ICT) ซึ่งเป็นหนึ่งใน กมธ. ที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. ได้อ่านข่าวและบทความดังกล่าวแล้วเห็นว่า เป็นการเสนอข่าวและข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อ้างอิงกฎหมายและคำวินิจฉัยโดยคลาดเคลื่อน ไม่ครบถ้วนตามความเป็นจริง ส่อเจตนาในการปกป้องคนผิด  สนับสนุนบุคคลที่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ให้มาบริหารกิจการบ้านเมือง อันเป็นผลประโยชน์แห่งรัฐและสมบัติร่วมกันของประชาชนที่มีมูลค่าจำนวนมหาศาล

 

ที่สำคัญยิ่งคือเป็นการใช้ “หลักนิติกู” มาแทน “หลักนิติศาสตร์” จึงขอใช้พื้นที่สื่อชี้ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ให้ท่านผู้อ่านโปรดพิจารณาด้วยวิจารณญาณอันเที่ยงธรรม โดยยึดหลักกฎหมาย และประโยชน์ของบ้านเมือง ดังนี้ 


1. ข่าวและบทความดังกล่าว หยิบเอาข้อความบางตอนในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาอ้าง และตีความผิดไปจากเนื้อหาของคำวินิจฉัยฉบับเต็มตามนี้ https://share.google/yU2kc3OkKWXKAF42j ซึ่งคดีของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นคดีที่พิจารณาตามรัฐธรรมนูญปี 2550 และเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดี ยื่นเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ได้รับแต่งตั้ง เป็นกรรมการสรรหา กสทช. นั้น เป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ม.256 วรรคห้า ประกอบ ม.207 วรรคหนึ่ง (2) ที่ห้ามมิให้กรรมการสิทธิฯ เป็นกรรมการหน่วยงานของรัฐ หรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องและวินิจฉัยว่า


“คณะกรรมการสรรหามิได้มีอำนาจหน้าที่ในการสรรหาเพื่อคัดเลือกโดยตรงแต่อย่างใด เมื่อดำเนินการสรรหาเสร็จสิ้นแล้ว ภารกิจในครั้งนั้นก็สิ้นสุดลง และที่ศาลวินิจฉัยต่อมาว่า ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้กรรมการสรรหามีหน้าที่ในทางบริหาร หรือเป็นที่ปรึกษา หรือเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. หรือสำนักงาน กสทช. และกรรมการสรรหามิได้มีรายได้หรือค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนหรือเงินประจำตำแหน่งหรือค่าตอบแทนในฐานะกรรมการของ กสทช. ดังนั้น เป็นกรรมการสรรหาของประธานกรรมการสิทธิฯ จึงไม่ขัดและแย้งกับรัฐธรรมนูญ ไม่อยู่ในความหมายของคำว่า กรรมการของหน่วยงานของรัฐ ไม่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ แต่อย่างใด 


 กรณีตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว นอกจากไม่มีประเด็นใดเกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่และอำนาจของกรรมการสรรหา กสทช. ในการตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของประธานกรรมการ กสทช. ในขณะนี้แล้ว คำวินิจฉัยดังกล่าวยังชี้ชัดว่า กรรมการสรรหา กสทช. มิใช่หน่วยงานของรัฐอีกด้วย คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 25-27/2555 จึงไม่มีผลผูกพันกรรมการสรรหา กสทช. แต่อย่างใด ตามที่ข่าวและบทความที่ไม่ปรากฏผู้เขียนอ้าง


2. พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 47 เป็นกฎหมายเก่าและเป็นฉบับที่ศาลใช้บังคับในขณะมีเหตุยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้บัญญัติให้องค์ประกอบของกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 6 ไว้ให้มีจำนวนถึงสิบเอ็ดท่าน และมีขั้นตอนการสรรหาที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 ถึงมาตรา 18 และมาตรา 14 วรรคหนึ่ง ให้มีกรรมการสรรหาถึงสิบห้าคน ซึ่งกำหนดวิธีการสรรหาและคัดเลือกแตกต่างกับกฎหมายที่บังคับใช้ในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง


ปัจจุบัน พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ 2553 ได้มีการแก้ไขปรับปรุงแล้วรวม 4 ครั้ง โดยในมาตรา 15/1 (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 ปี 2564) ได้บัญญัติเรื่องหน้าที่และอำนาจกรรมการสรรหาว่า “ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้ที่ได้รับการคัดเลือก ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นที่สุด การเสนอเรื่องให้คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการสรรหากำหนด การวินิจฉัยให้ใช้วิธีลงคะแนนโดยเปิดเผย”


ดังนั้น ไม่ว่า นพ.สรณฯ ประธานกรรมการ กสทช. จะได้รับการคัดเลือกไปแล้วกี่ปีก็ไม่ใช่สาระสำคัญ หากมีผู้ร้องและผ่านการตรวจสอบจาก กมธ. ICT แล้วว่า ท่านเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ 2553 คณะกรรมการสรรหาก็มีอำนาจที่จะตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติท่านตามกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้สอดคล้องกับความเห็นของคณะกฤษฎีกา (คณะที่ 1) ที่ได้พิจารณาตอบข้อหารือของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินและสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เรื่อง การดำรงตำแหน่งประธานและกรรมการ กสทช. ของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ โดยกฤษฎีกาเห็นว่า

 

“เมื่อเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง กรณีจึงเป็นเรื่องที่ยังอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมนั้น และเป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการชุดเดิมนั้น ที่จะต้องตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามหรือการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนนั้นต่อไป ตามนัยมาตรา 15/1”


ด้วยเหตุนี้ สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จึงส่งเรื่องมาให้คณะกรรมการสรรหาชุดเดิมนั้น เป็นผู้ตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานและกรรมการ กสทช.


 

 นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานและกรรมการ กสทช.

 

 

จากเหตุผลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ตามที่ผู้เขียนได้เสนอต่อท่านผู้อ่าน และสื่อมวลชนที่เคารพทุกท่านนั้น จึงเป็นเหตุผลที่รับฟังได้โดยชัดแจ้งยิ่งกว่าแสงตะวันว่า มีความพยายามดิ้นรนหนีตายของใครบางคน มีความพยายามบิดเบือนหลักกฎหมาย ตีความคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญด้วยหลัก “นิติกู” เพื่ออุ้มชูเป็นนายแบกให้ใครบางคนที่มีปัญหาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายนั้น เหมือนจะข่มขู่ไม่ให้คณะกรรมการสรรหา กล้าหาญที่จะทำตามหน้าที่และอำนาจตน เพื่อบรรดานางและนายแบกทั้งหลาย จะได้เกาะชายคาอำนาจผลประโยชน์ใน กสทช. ต่อไป ทำเป็นประหนึ่งว่าคณะกรรมการสรรหา เป็นผู้ไร้สิ้นซึ่งความรู้ความเข้าใจต่อหน้าที่และอำนาจของตนตามกฎหมาย

 

โดยหารู้ไม่ว่าท่านเหล่านั้น ที่เป็นตุลาการ ล้วนได้รับการเลือกจากที่ประชุมใหญ่ของแต่ละศาล ให้มาทำหน้าที่และท่านอื่นๆ ก็ล้วนแต่ทรงคุณวุฒิทั้งสิ้น ท่านคงไม่เอาเกียรติภูมิและชื่อเสียง คุณงามความดีที่ท่านสั่งสมมา มาแบกคนไร้คุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ให้มีอำนาจและกัดกร่อนผลประโยชน์ของบ้านเมืองอีกต่อไป ผู้เขียนก็หวังและมีความเชื่อมั่นเช่นเดียวกันกับประชาชน ที่จับตาและเฝ้ามองเรื่องนี้ด้วยใจระทึกครับ

ข่าวล่าสุด