เนชั่นทีวี

ข่าว

เดือด กมธ.! ตรวจสอบ TH-AI Passport "ศุภชัย" วอล์คเอาท์ ชี้แท็กทีม 2 กมธ.เกินอำนาจ

18 มิ.ย. 2569 | prisana_tha

เดือด กมธ.! ตรวจสอบ TH-AI Passport "ศุภชัย" วอล์คเอาท์ ชี้แท็กทีม 2 กมธ.เกินอำนาจ

เดือด! ประชุมร่วม 2 กมธ. ตรวจสอบ TH-AI Passport "ศุภชัย" ค้านเกินอำนาจ ก่อนวอล์คเอาท์ ขณะปลัดดีอี ยันโครงการทำถูกขั้นตอน สวน “ไอซ์” เล่าเรื่องเอง ไม่ได้ตั้งคำถาม

เดือด! ประชุมร่วม 2 กมธ. ตรวจสอบ TH-AI Passport "ศุภชัย" ค้านเกินอำนาจ ก่อนวอล์คเอาท์ ขณะปลัดดีอี ยันโครงการทำถูกขั้นตอน สวน “ไอซ์” เล่าเรื่องเอง ไม่ได้ตั้งคำถาม

KEY

POINTS

  • การประชุมร่วมระหว่าง กมธ.กฎหมาย และ กมธ.ติดตามงบประมาณ เพื่อตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ถูกคัดค้านจาก สส.ภูมิใจไทย ที่มองว่าไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ กมธ.กฎหมาย และอาจขัดข้อบังคับการประชุม
     
  • ศุภชัย ใจสมุทร และ ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ แย้งเรื่องอำนาจตรวจสอบประชุมร่วม 2 กมธ. ก่อนเกิดเหตุวอล์คเอาท์ ขณะที่ รังสิมันต์ โรม ยืนยันการประชุมร่วมดำเนินการถูกต้องตามระเบียบ
     
  • ปลัดกระทรวงดีอี ชี้แจงว่าโครงการ TH-AI Passport ถูกชะลอเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะ ยืนยันดำเนินการตามขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมเตรียมนำเอกสารสัญญาและ TOR ส่งให้ กมธ.ตรวจสอบ

18 มิถุนายน 2569 TH-AI Passport เดือด! เมื่อการประชุมร่วม 2 กมธ.ปะทุข้อถกเถียงเรื่องอำนาจตรวจสอบโครงการ AI มูลค่าสูงของรัฐ “ศุภชัย ใจสมุทร” วอล์คเอาท์ออกจากห้องประชุม ขณะที่ “รังสิมันต์ โรม - รักชนก ศรีนอก” ยืนยันเดินหน้าตรวจสอบ พร้อมเปิดปม TOR และการจัดซื้อจัดจ้าง

 

18 มิถุนายน 2569 นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานร่วมการประชุม 2 กรรมาธิการฯ เพื่อพิจารณาศึกษาเรื่องร้องเรียน กรณีการดำเนินการตามกฎหมายในการจัดทำโครงการ TH-AI Passport ของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจง อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม , ปลัดกระทรวงฯ , เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม , ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และเลขาธิการ ป.ป.ช.

ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่การประชุมฯ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ได้ขอให้กรรมาธิการกฎหมายฯ ได้ทบทวนการนัดประชุม นอกเหนือกรอบเวลาที่กำหนดการประชุมทุกวันพฤหัสบ่าย แต่ก็ได้มีการนัดประชุมในวันอื่นด้วย เนื่องจาก ชนกับการประชุมกรรมาธิการชุดอื่นของตนเอง และคนอื่นๆ รวมถึงการประชุมคณะกรรมาธิการร่วม ในวันนี้ (18 มิ.ย.) ตนเองยังไม่เคยพบเห็นว่า มีการประชุม 2 คณะกรรมาธิการร่วมกัน และยังไม่แน่ใจว่า คณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ได้หารือกันจนมีมติแล้วหรือไม่

 

ตนทราบเพียงว่า นายรังสิมันต์ ไปหารือหลังบ้านกับนางสาวรักชนก พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า การดำเนินตรวจสอบการดำเนินการตามกฎหมายในการจัดทำโครงการ TH-AI Passport เป็นหน้าที่การตรวจสอบของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนอย่างไร เช่น หากเห็นว่าทุจริต ก็ควรยื่นต่อกรรมาธิการ ป.ป.ช. และจะสโคปทุกเรื่องเป็นเรื่องกฎหมายและกรรมาธิการฯ จะไปหยิบมาตรวจสอบทุกเรื่องไม่ได้ และหน้าที่ของกรรมาธิการฯ ควรเกี่ยวข้องกับการศึกษาแนวทางศึกษาปรับปรุงกฎหมาย ผลกระทบกฎหมาย การตรวจสอบกระบวนการยุติธรรม ไม่ถึงขั้นการตรวจสอบ TOR ซึ่งตนเกรงว่า การตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ไปขัดข้อบังคับการประชุมฯ และอาจถึงขั้นผิดมาตรฐานจริยธรรมได้

ด้าน นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการกฎหมายฯ ยอมรับว่า ตนเองก็มีความสงสัยคล้ายกับนายศุภชัย ว่า ในการประชุมกรรมาธิการฯ ร่วมครั้งนี้ เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมหรือไม่ เพราะการประชุมร่วมจะต้องแจ้งประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาว่า จะให้มีการประชุมร่วมกันหลายๆคณะในการพิจารณาเรื่องเดียวกันได้หรือไม่ ซึ่งตนเองได้สอบถามเจ้าหน้าที่แล้ว ก็ยังไม่มีความชัดเจน และอำนาจการตรวจสอบ โครงการ TH-AI Passport ควรเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม และได้มีการยื่นเรื่องไปยังกรรมาธิการฯ ชุดดังกล่าว ที่จะพิจารณากันในสัปดาห์หน้าแล้ว ดังนั้น จึงควรรอประชุมพร้อมกันหรือไม่ เพื่อจะได้ไม่ต้องเรียกปลัดกระทรวงฯ มาชี้แจงทุกสัปดาห์ ดังนั้น จึงขอความชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับครบถ้วนหรือไม่

 

ประชุมร่วม 2 กมธ. ตรวจสอบ โครงการ TH-AIPassport

 

โดยนายรังสิมันต์ ได้ชี้แจงทั้งนายศุภชัย และนายณัฐวุฒิ ว่า ปัจจุบันกรรมาธิการการกฎหมายฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนกว่า 100 เรื่อง ซึ่งหากกรรมาธิการฯ ไม่ขยัน กรรมาธิการฯ ก็จะทำงานไม่ทันตามความคาดหวังประชาชน พร้อมชี้แจงกรอบอำนาจหน้าที่ของกรรมาธิการการกฎหมายฯ ว่า มีการบัญญัติไว้กว้าง และกรรมาธิการฯ ได้รับข้อร้องเรียนต่อโครงการ TH-AI Passport ต่อการฉ้อฉลทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งตนเองได้ใช้อำนาจประธานฯ พิจารณาแล้วว่า อยู่ในกรอบหน้าที่ที่กรรมาธิการฯ พิจารณาได้ ประกอบกับบรรทัดฐานของกรรมาธิการฯ ที่ผ่านมา สามารถพิจารณาได้ และชี้แจงสาเหตุการพิจารณาร่วมว่า เป็นเรื่องที่มีลักษณะเดียวกับ เพื่ออำนวยความสะดวกหน่วยงานชี้แจง ซึ่ง 2 กรรมาธิการฯ มีการนัดประชุมและชี้แจงในเวลาเดียวกัน ในวันนี้ (18 มิ.ย.) ซึ่งตามข้อบังคับระบุว่า หากเป็นช่วงเวลาเดียวกัน สามารถพิจารณาร่วมกันได้ พร้อมยืนยันว่า กระบวนการนัดประชุม 2 กรรมาธิการฯ ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและข้อบังคับการประชุมแล้ว

 

"ศุภชัย" วอล์คเอาท์ ชี้ไม่ใช่อำนาจ กมธ.กฎหมาย ตรวจสอบ TH-AI Passport

 

ขณะที่ นายศุภชัย ยังคงยืนยันว่า การตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ก่อนที่จะวอล์คเอาท์ออกจากห้องประชุม  เช่นเดียวกับ นายณัฐวุฒิ ที่พยายามประท้วง เพื่อให้นายรังสิมันต์ ได้ดูหนังสือราชการ แต่นายรังสิมันต์ ได้ปิดไมค์ ซึ่งนายณัฐวุฒิ ยังคงพยายามประท้วงถึงการประชุม 2 กรรมาธิการร่วม ทำให้นายรังสิมันต์ ได้ขอให้นายณัฐวุฒิ ฟังก่อน มิเช่นนั้น อาจจะต้องเชิญให้ออกหน้าห้องประชุม พร้อมยืนยันการเดินหน้าการประชุม และพร้อมรับฟังทุกข้อทักท้วง ซึ่งหลังจากนี้จะมีการหยิบยกหารือใดๆ ตนก็พร้อมเปิดให้มีการหารือภายในหลังจากนี้ เพื่อให้การประชุมในวันนี้ (18 มิ.ย.) เดินหน้าต่อไปได้

 

ศุภชัย ใจสมุทร ประท้วงอำนาจ กมธ. ก่อนวอล์คเอาท์

 

ขณะที่ นางสาวรักชนก ได้ชี้แจงเพื่อยืนยันว่า ตนเองได้มีหนังสือหารือไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้วว่า เป็นเรื่องที่ซ้ำซ้อนกันหรือไม่ เพราะหากเป็นเรื่องซ้ำซ้อนกันอาจจะต้องประชุมร่วม เพื่อประชุมส่งไปยังกรรมาธิการฯ ชุดใดชุดหนึ่ง แต่กรรมาธิการการกฎหมายฯ ก็ได้รับเรื่องร้องเรียน และได้บรรจุเข้าสู่วาระ ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับกรรมาธิการฯ ติดตามงบประมาณพอดี จึงเป็นการประชุมร่วม ซึ่งสามารถทำได้ตามข้อบังคับการประชุม และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ดูแลเรื่องการบริหารจัดการวาระ ก็ได้รับรู้ และรับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว

 

"สนธิญา" วอล์คเอาท์ หลัง "ไอซ์" โยนถามสำนักข่าว ปมโพสต์ “จุ้น” – “เผลอเตะชามข้าวหมา”

 

ขณะที่ นายสนธิญา สวัสดี นักร้องเรียนทางการเมือง ในฐานะผู้ร้องเรียนให้มีการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ได้ทวงถามกรณีที่นางสาวรักชนก โพสต์บนเฟซบุ๊กว่า “จุ้น” และ “เผลอเตะชามข้าวหมา” ได้หมายถึงใคร ซึ่งนางสาวรักชนก ได้ชี้แจงว่า นายสนธิญา อาจจะต้องไปสำนักข่าว ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่า เหตุใดถึงพาดหัวข่าวเช่นนั้น ทำให้นายสนธิญา ออกจากจากห้องประชุม ไม่ขอร่วมประชุมด้วย ซึ่งนางสาวรักชนก ก็ได้บอกว่า “ประตูอยู่ด้านนี้” ก่อนที่ที่ประชุม ได้เข้าสู่วาระการประชุม

 

สนธิญา สวัสดี จี้ ไอซ์ ตอบปมโพสต์ “จุ้น” – “เผลอเตะชามข้าวหมา” ก่อนวอล์คเอาท์

 

ปลัดดีอี แจงชะลอ TH-AI Passport เพื่อฟังข้อเสนอแนะ ยันทำตามขั้นตอน

 

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ย้ำว่า โครงการ TH-AI Passport ปัจจุบัน ได้ชะลอการดำเนินการ เพื่อให้เกิดความชัดเจนจากข้อเสนอแนะต่าง ๆ พร้อมชี้แจงถึงการดำเนินที่ผ่านมาว่า เป็นไปตามขั้นตอน มีการวางแผนตั้งโครงการ และผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ประกอบรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สมัยที่ 1 ได้กำหนดนโยบายเร่งด่วน ในการกำหนดพัฒนาทักษะประชาชน ซึ่งขณะนั้นมีกรอบจำกัดงบประมาณ จึงได้ใช้เงินกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ กองทุน DE ซึ่งเป็นเงินนอกงบประมาณ แต่การเบิกจ่าย ก็เป็นไปตามขั้นตอน และมีคณะกรรมการพิจารณา จนนำมาสู่การยกร่าง TOR ตามกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างครบถ้วนสมบูรณ์ ก่อนลงนามสัญญาในเดือนเมษายน 2569 รวมระยะเวลา 5 เดือน ไม่ใช่ 34 วันตามที่มีการบิดเบือนต่าง ๆ

 

พชร อนันตศิลป์ ปลัดดีอี แจงชะลอโครงการ เพื่อฟังความคิดเห็น

 

ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตอบคำถามกรรมาธิการฯ หลัง TOR ถูกแก้ไขกรอบเวลาในการเริ่มลงทะเบียนหลังเซ็นสัญญา และมีการเสนอให้มีการเพิ่มจอการโฆษณา หลังเข้าการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจว่า ประเด็นดังกล่าว ทำให้เกิดความสับสน เพราะ ณ วันที่กระทรวงฯ เสนอคณะรัฐมนตรี เป็นการเสนอโครงการ ซึ่งเป็นกรอบการทำงาน เพื่อนำไปสู่ TOR ไม่ใช่ TOR ซึ่งการเพิ่มจอโฆษณา เพราะวิธีดำเนินการในโครงการ ได้เขียนไว้ชัดเจน เพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงจำเป็นต้องกระตุ้นการมีส่วนร่วมจากประชาชน มิเช่นนั้น จะเป็นการทำโครงการทิ้งขว้าง

 

ปลัดดีอี ขอแจ้งเอกชนผู้รับจ้าง ก่อนส่งให้ กมธ.ตรวจสอบ TOR

 

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ได้ขอตรวจสอบสัญญา และ TOR หลังมีข้อร้องเรียนมีการฉ้อฉลทางกฎหมายซึ่ง ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ขอไปพูดคุยเอกชนผู้ว่าจ้างก่อน เพราะเป็นการเซ็นสัญญาร่วมกัน ทำให้นายรังสิมันต์ ระบุว่า แม้สัญญาจะเกี่ยวพันกับเอกชน แต่ก็ไม่ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ จึงน่าจะสามารถขอได้ ซึ่งหากปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะไม่ให้ ต้องไม่ใช่เหตุผลเพราะเป็นเอกชน ซึ่งจะกระทบความมั่นคง กระทรวงฯ สามารถตีเป็นเอกสารลับได้ ซึ่งปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ย้ำว่า เนื่องจาก เป็นเอกสารผู้ว่าจ้าง ซึ่งจะต้องแจ้งผู้ถูกว่าจ้างให้ทราบก่อน ซึ่งไม่ได้เป็นความลับใด ๆ เพียงแต่เชื่อว่า ผู้รับจ้างไม่ติดขัด แต่ด้วยความเป็นราชการจะต้องขออนุญาตก่อน และจะรีบนำส่งกรรมาธิการฯ

 

ทวี สอดส่อง ขอตรวจสอบ TOR

 

ชี้เคยแก้สัญญาจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้รัฐได้เปรียบ

 

ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยังยอมรับว่า โครงการ TH-AI Passport เป็นแนวคิดโครงการ ที่เกิดขึ้นก่อนที่ตนเองจะมาดำรงตำแหน่ง เพราะรัฐบาลในขณะนั้น ต้องการให้มีผู้ใช้ AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศจึงเกิดเป็นโครงการนี้ พร้อมยังชี้แจงถึงการแก้ไขสัญญาจัดซื้อจัดจ้างว่า ได้มีการแก้ไข เพื่อให้รัฐได้เปรียบ และเป็นสัญญาที่ได้มาตรฐาน และยืนยันว่า กระทรวงฯ จะรีบแจ้งผู้รับจ้างทราบว่า จะขอนำสัญญาให้กรรมาธิการฯ พิจารณา

 

ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยังได้ชี้แจงถึงราคาโครงการว่า โครงการ TH-AI Passport มีหลายส่วนรวมกัน ซึ่ง Generative AI ได้ใช้ราคาตลาด เป็นราคาอ้างอิง แต่งานส่วนใดมีราคามาตรฐานของงบประมาณฯ ก็เป็นไปตามมาตรฐาน ไม่ได้มีส่วนใดผิดแปลก

 

"ไอซ์" จี้ถามปมบริษัทโฆษณา

 

ขณะที่ นางสาวรักชนก ได้สอบถามถึงรูปแบบการประชาสัมพันธ์ที่เฉพาะเจาะจง ที่เป็นการเอื้อเอกชนเพียงไม่กี่รายที่มีบิลบอร์ดบนถนนทั่วประเทศ และมีเอกชนไม่ถึง 2 เจ้า ที่มีจอโฆษณาอยู่ในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา พร้อมยังตั้งข้อสังเกตของโครงการต่างๆ ทั้งกรณีที่มีการทดลองโครงการ ก่อนที่จะมีการประมูล และทุกบริษัทที่อยู่ภายใต้โครงการ ได้มีการติดต่อตรงไปยังบริษัท เพื่อนำ AI ของบริษัทนั้น ๆ มาใช้แล้วใช่หรือไม่

 

จากนั้น กรรมาธิการฯ คนอื่น ๆ ได้พยายามซักถามปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ เพิ่มเติม แต่นางสาวรักชนก ที่ทำหน้าที่ประธานการประชุมฯ ร่วมกับนายรังสิมันต์ ไม่อนุญาต เพราะต้องการให้ปลัดฯ ตอบคำถามของตนเอง และค่อยวนมาเก็บตกเรื่องอื่น ๆ และมิเช่นนั้น กรรมาธิการฯ ถามเรื่องอื่นแล้ว จะไม่ตอบคำถามของตนเอง และจะไปตอบคำถามเรื่องอื่น ที่ไม่ใช่สาระสำคัญ ดังนั้น ตนเองยังไม่อนุญาต

 

ปลัดดีอี สวน “ไอซ์” เล่าเอง ไม่ได้ตั้งคำถาม

 

ขณะที่ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ขออภัยนางสาวรักชนก เพราะเห็นว่า นางสาวรักชนก ไม่ได้ตั้งคำถามใดๆ เพราะเล่าเรื่องเองทั้งหมด พร้อมขอย้ำข้อเท็จจริงว่า ความแตกต่างการทำโครงการ และ TOR ไม่เหมือนกัน ซึ่งรายละเอียดโครงการฯ จะน้อยกว่า TOR และการก๊อปปี้ TOR ต่าง ๆ นั้น ใน TOR มีรายละเอียดมากมาย ทั้งการสร้างความตระหนักรู้ และการประชาสัมพันธ์ มีเพียงไม่กี่ข้อ และไม่ใช่คุณสมบัติมาตรฐาน ซึ่งเอกชนที่ประมูลและไม่ได้มีคุณสมบัตินั้น ก็ถูกหักคะแนน ไม่ได้ถูกปัดตก และกระทรวงฯ ต้องการให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการมากที่สุด จึงได้สร้างกิจกรรมการประชาสัมพันธ์ เช่น การแข่งขันต่างๆ ซึ่งการประชาสัมพันธ์เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนกระบวนการต่างๆ ของบริษัทนั้น ตนเองไม่ทราบ แต่กระทรวงฯ เริ่มทำราคากลางช่วงปลายเดือนตุลาคม จึงเข้าใจว่า ในภาคธุรกิจน่าจะรับทราบแนวโน้มแล้วว่า กระทรวงฯ จะดำเนินการอะไร

 

ไอซ์ จี้ถามปมโฆษณา

 

นางสาวรักชนก ยังได้สอบถามเหตุผลเร่งด่วนใดที่จะต้องระบุมีการใช้จอประชาสัมพันธ์ และได้นำตัวอย่างโครงการมาจากกระทรวงการอุดมศึกษาฯ หรือไม่ เพราะรายละเอียดนั้นเหมือนกัน ซึ่งผู้แทนสำนักปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ที่ทำหน้าที่ยกร่าง TOR ยืนยันว่า การกำหนด TOR จะใช้ข้อมูลจากผู้จัดซื้อจัดจ้าง ทั้งมาตรฐานราคากลาง ฯลฯ มาประกอบเป็นร่าง TOR และการประชาสัมพันธ์ เป็นสื่อออฟไลน์ ซึ่งเป็นกิจกรรมใน TOR ทั้งการออกทีวี และการเผยแพร่ร้านสะดวกซื้อ ซึ่งกระทรวงฯ พบกิจกรรมนี้ของกระทรวงการอุดมศึกษาฯ และกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีการตั้งประกวดราคา และมีผู้ชนะ ซึ่งกระทรวงดิจิทัลฯ ดึงมาใช้ในส่วนที่มีความเหมาะสมในการประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีผู้ประกอบการหลายรายที่เข้าเงื่อนไขนี้ ไม่ใช่รายเดียวตามที่กรรมาธิการฯ ระบุ

 

นางสาวรักชนก ยังจะได้สอบถามกรมบัญชีกลาง สตง. และ ปปช.ให้แสดงความเห็นต่อโครงการ TH-AI ในการประชาสัมพันธ์ผ่านบิลบอร์ดทั่วประเทศ หรือจอร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ แทนการประชาสัมพันธ์แบบออนไลน์ และกรมบัญชีกลาง เห็นว่า เป็นเรื่องปกติหรือไม่ที่จะกระทรวงดิจิทัลฯ จะก๊อป TOR ของกระทรวงอื่นมาใช้

 

สวน "ไอซ์" อย่าถามคนเดียว ขอให้ กมธ.คนอื่นมีส่วนร่วมด้วย

 

ทำให้นายณัฐวุฒิ ได้ประท้วงนางสาวรักชนก เพราะก็มีกรรมาธิการคนอื่น ๆ ที่ต้องการสอบถาม ซึ่งหากนางสาวรักชนก ต้องการสอบถามคนเดียว ก็ไม่ต้องประชุม และกรรมาธิการไม่ต้องมาร่วมประชุมก็ได้ ดังนั้น ขอให้กรรมาธิการฯ ได้มีส่วนร่วมด้วย

 

ศุภชัย ใจสมุทร ประท้วงเกินอำนาจ 2 กมธ.ประชุมร่วม

 

"ศุภชัย" กลับมาประท้วงรอบ 2 ชี้ถกร่วม 2 กมธ. มุ่ง Set Up ให้ พรรคประชาชน

 

ขณะที่ นายศุภชัย ที่ได้กลับเข้ามาในที่ประชุมอีกครั้งได้ประท้วงที่ประชุม พร้อมเชื่อว่า การประชุม 2 กรรมาธิการ ในวันนี้ เป็นการ Set Up ขึ้นมาให้กับพรรคประชาชน เพราะนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน ก็ได้เข้ามาร่วมการประชุมด้วย ดังนั้น ตนจะไม่ขอร่วมสังฆกรรมด้วย

 

ขณะที่ นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า ไม่ได้มีการ Set Up ใด ๆ และสาเหตุที่ตนเข้าร่วมประชุมวันนี้ เนื่องจาก ได้ติดตามข่าวและการถ่ายทอดสดของกรรมาธิการผ่านสื่อมวลชน พร้อมส่งข้อความแจ้งขออนุญาตจากนายรังสิมันต์ เพื่อเข้าร่วมฟังประชุมด้วย

 

"ชาดา" ซัด "ไอซ์" ด้อยค่าโครงการรัฐบาล

 

เช่นเดียวกับ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ เห็นว่า การทำหน้าที่ของกรรมาธิการฯ ตนเข้าใจว่า เป็นการติดตามงบประมาณที่ได้ดำเนินการแล้ว เช่น การโอนงบประมาณฯ ซึ่งหากพบความผิดปกติ ให้ส่ง ป.ป.ช.ตรวจสอบ แต่ตนรู้สึกว่า นางสาวรักชนก นายรังสิมันต์ และพรรคประชาชน กำลังด้อยค่าโครงการของรัฐบาล ซึ่งหากจะจับทุจริตจริง ไม่จำเป็นต้องมีการสอบถามใด ๆ เพราะอาจมีการแก้ไขได้ และส่ง ป.ป.ช.ตรวจสอบทันที ซึ่งหากพบการทุจริต ตนก็พร้อมสนับสนุนด้วย ดังนั้น ตนจึงไม่ขอนำอนาคตการเมืองของตน และสิ่งที่ประชาชนไว้ใจมาทำลายประเทศ พร้อมเห็นว่า สิ่งที่นางสาวรักชนก ซักถาม เกี่ยวกับจอโฆษณา ของเอกชนนั้น ตนเองยอมรับมีความผูกพันกับพรรคภูมิใจไทย แต่ในกรณีที่มีการซักถามเกี่ยวกับป้ายโฆษณาที่มีการล็อกสเปกนั้น ตนเองเห็นว่า ไม่จำเป็นจะต้องถามใด ๆ และให้ยื่นสอบได้ทันที

 

ชาดา ไทยเศรษฐ์

 

"เท้ง" ถาม ป.ป.ช. ปมข้อสงสัยผลประโยชน์ทับซ้อน

 

ขณะที่ ผู้นำฝ่ายค้านฯ เชื่อว่า การซักถามหน่วยงานราชการต่าง ๆ ทุกหน่วยงานก็ยืนยันถูกต้องตามระเบียบ แต่การยื่นสอบ ป.ป.ช.ก็เป็นที่รู้ดีว่า มีประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ดังนั้น ตนจึงขอสอบถาม ป.ป.ช.ว่า จากข้อมูลที่สังคมเห็น และยังมีการเปลี่ยนแปลง TOR เกี่ยวกับจอโฆษณา ซึ่งเป็นเอกชนที่มีความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจอนุมัติโครงการแล้ว ด้วยสามัญสำนึก เป็นข้อสงสัยได้หรือไม่ว่า จะมีการคุยกันเบื้องหลังและมีผลประโยชน์ทับซ้อน

 

ป.ป.ช. ชี้สรุปไม่ได้ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ต้องตรวจสอบก่อน

 

ด้าน ผู้อำนวยการสำนักมาตรการป้องกันการทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช. ชี้แจงว่า ข้อซักถามดังกล่าว อาจจะรวบรัดไป เพราะข้อเท็จจริงยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน เพราะอำนาจหน้าที่ ป.ป.ช.ที่ตรวสอบทุจริต และจากการรับฟังมา เห็นว่า เป็นการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ ซึ่งอาจมีความผิดตามพระราชบัญญัติฮั้วประมูล ซึ่งจะเข้าข่ายความผิดก็ต่อเมื่อ มีการส่งข้อมูล หรือกำหนดราคากลางเอื้อประโยชน์ กีดกันการแข่งขันการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ ซึ่งหากเรื่องดังกล่าวส่งมายัง ป.ป.ช.ก็ต้องตรวจสอบประเด็นเหล่านี้ว่า มีการเอื้อประโยชน์หรือไม่ ดังนั้น ต้องมีการตรวจสอบก่อน ซึ่งหากพบว่า มีมากกว่า 2-3 บริษัท ก็จะต้องตรวจสอบลึกลงไปว่า รายละเอียด TOR มีรั่วไหลหรือไม่ จนทำให้เอกชนรู้เห็นเข้ามาใช้ประโยชน์ จึงต้องตรวจสอบไต่สวนทุกฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และให้ความเห็นธรรมทุกฝ่ายเท่าเทียมกัน

 

ผู้นำฝ่ายค้านฯ ได้ถามย้ำอีกว่า พฤติการณ์ที่เกิดขึ้น น่าจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนเบื้องหลังหรือไม่ โดยผู้อำนวยการสำนักมาตรการป้องกันการทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช. ย้ำว่า เบื้องหลังผลประโยชน์ทับซ้อน จะต้องตรวจสอบความสัมพันธ์เชิงหุ้น หรือทุน หรือคู่สัญญา มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องหรือไม่ ยังไม่สามารถตัดสินได้ และหากกรรมาธิการฯ มีเอกสารก็สามารถส่งให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ และเข้าสู่กระบวนการได้

 

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ถาม ป.ป.ช. โครงการ TH-AI เข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่

 

ผู้นำฝ่ายค้านฯ ยังถามย้ำส่วนที่ปรากฏข้อมูลหุ้น และที่ตั้ง รวมถึงเจ้าของบริษัทอาจมีความสัมพันธ์ ในการเลี้ยงวันเกิด เพียงพอต่อความเชื่อว่า มีพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกันหรือยังนั้น ผู้อำนวยการสำนักมาตรการป้องกันการทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช. ชี้แจงว่า พยานหลักฐาน และการไต่สวน จะต้องใช้พยานหลักฐานราชการ และใช้องค์ประกอบอื่นๆ ไม่ตัดสินเชิงหุ้น เชิงทุน แต่จะต้องพิจารณาว่า ได้รับผลประโยชน์ หรือเอื้อประโยชน์เจ้าหน้าที่รัฐ เพราะ ป.ป.ช.ทำหน้าที่ตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐ และเอกชนที่มีส่วนสนับสนุน ดังนั้น จึงต้อดูหลายๆอย่างด้วย และตนจะได้แจ้งกลับไปยังกรรมการ ป.ป.ช.ให้ดำเนินการตรวจสอบไต่สวนตามพระราชบัญญัติฮั้วประมูล มาตรา 14 วรรค 2 ต่อไป พร้อมยืนยันว่า ป.ป.ช.มีการเฝ้าระวังโครงการที่มีมูลค่าสูงอยู่แล้ว โดยจะนำข้อมูลไปในการเฝ้าระวังต่อไป

ข่าวล่าสุด