นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ต้องการสื่อสารชี้เห็นถึง 4 เหตุผลว่า ทำไมเห็นว่า กกต. ควรส่งเรื่องทั้ง 229 คนไปที่ศาล คือ 1. เห็นว่าหลักฐานในคดีนี้มีความชัดเจนและหนักแน่นกว่าหลักฐานในคดีก่อนๆ ที่กกต. เคยมีมติส่งเรื่องไปที่ศาลแล้ว 2. คณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 มีมติออกมาควรยกคำร้อง 229 คน เป็นคณะที่มีปัญหาเรื่องความชอบธรรม และเสี่ยงเป็นเครื่องมือในการฟอกขาว 3.กกต. ส่วนใหญ่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเพราะ 4 ใน 7 ถูก สว. ที่อยู่ในสำนวนได้รับรอง กกต.เข้าสู่ตำแหน่ง และ 4.กกต. ในเวลานี้ถูกตั้งคำถามจากการกระทำที่ผ่านมาว่าได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่หรือไม่ ในการตรวจสอบคดีทุจริตเลือก สว.
“แต่สำหรับคดีฮั้ว สว. ที่เราพูดถึงอยู่นี้ กกต. ไม่ได้ใช้บริการคณะอนุฯ ชุดที่ 35 อยู่แล้ว แต่ใช้วิธีการตั้งคณะอนุชุดที่ 36 ขึ้นมาเป็นเป็นการเฉพาะในเรื่องนี้ คำถามคือว่าเหตุใดจึงมีความจำเป็นต้องสร้างคณะอนุฯชุดที่ 36 ขึ้นมาเป็นเป็นการเฉพาะ และกระบวนการพิจารณาจากการซักถามตัวแทน DSI ค้นพบว่าในการพิจารณาของคณะอนุฯชุดที่ 36 ไม่เคยมีการเรียกตัวแทนจาก DSI หรือตัวแทนจากคณะอนุฯชุดที่ 26 มาชี้แจง ดังนั้นจึงเกิดคำถามตามมาว่า คณะอนุฯชุดที่ 36 ได้พิจารณาอย่างรอบคอบรอบด้านหรือไม่” นายพริษฐ์กล่าว
นายพริษฐ์ ยังกล่าวถึง 7 กรรมการในคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ซึ่งมีบางคนถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการทำหน้าที่ เช่น 2 คนตั้งคำถามเรื่องความผูกพันในคดีการทุจริตคอร์รัปชั่น , 1 คน เป็นจำเลยในคดีทุจริตรถไฟฟ้าสายสีส้ม ที่ศาลอุทธรณ์รับฟ้องไปแล้ว ส่วนอีก 1 คน เคยถูกลงโทษทางวินัย ให้ออกจากราชการ โดยถูกชี้มูลว่า มีการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนในการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ แต่ปัจจุบันยกฟ้องคดีดังกล่าวไปแล้ว และอีก 1 คน ตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลางทางการเมือง เมื่อมีการเชื่อมโยงระหว่างที่ถูกเลื่อนขั้นในตำแหน่งราชการภายใต้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยไปรับนายอนุทิน ที่สนามบินจึงถูกตั้งคำถามถึงความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า มี 4 กกต. ถูกรับรองโดย สว. ชุดปัจจุบัน ส่วนใหญ่อยู่ในสำนวนที่พิจารณาอยู่ในปัจจุบัน โดยไม่ได้ด่วนสรุปว่า 4 กกต. จะตัดสินใจเป็นการตอบแทนบุญคุณให้กับการที่รับรองเขา แต่การเข้าสู่ตำแหน่งนี้ กระบวนการเช่นนี้หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจจะถูกตั้งคำถามเป็นพิเศษ ว่าการตัดสินใจใดที่ค้านสายตาสังคมเมื่อเห็นหลักฐานที่เกี่ยวข้อง หาก กกต. ต้องการหลุดพ้นจากข้อหาผลประโยชน์ทับซ้อน ต้องมีวิธีการที่เรียบง่ายตรงไปตรงมาที่สุด และมีมติส่งเรื่องไปให้ศาลพิจารณาว่าใน 229 คน ใครผิดไม่ผิด
พร้อมกันนี้ได้เปิดคลิปเหตุการณ์เลือก สว. ระดับประเทศเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ความยาว 2 นาที ที่ผู้ตรวจการเลือก สว. ได้ยื่นเป็นหลักฐานให้แก่วิปฝ่ายค้าน โดยมีบุคคลในคลิปใส่เสื้อคลุมสีน้ำเงินที่เดินไปตรวจในสถานที่เลือก และจากการตรวจสอบพบว่าเป็น 1 ใน 7 กกต. ที่จะชี้ขาดว่าคดีฮั้ว สว. จะไปถึงศาลหรือไม่
พร้อมตั้งคำถามว่าในเหตุการณ์ในคลิปทาง กกต. และเจ้าหน้าที่เห็นหลักฐานอะไรที่เกี่ยวกับโพยจึงมีการพูดว่า ”จะเป็น สว. กันแล้วขอให้เลือกตั้งด้วยความสุจริต“ หรือสิ่งที่มองว่าอาจมีการกระทำความผิดที่อาจจะเกิดขึ้น และจำเป็นต้องตักเตือน และในวันเลือก สว. หลังเก็บโพยไปแล้วมีการดำเนินการอะไรต่อ และมีการประกาศผลเลือก สว.แล้ว โพยมีการตรวจสอบหรือไม่ว่าเชื่อมโยงกับหลักฐานอื่น และปัจจุบันโพยอยู่ที่ใด ส่งไปยังศาลหรือไม่ ซึ่ง กกต. ต้องชี้แจงให้ชัดเจน
นายพริษฐ์ ย้ำว่า ทั้งหมดเป็นสิ่งที่สื่อเห็นว่าทำไม กกต. จึงควรส่งเรื่องไปยังศาลทั้ง 229 คน ตามมติหรือข้อไต่สวนของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เพราะหลักฐานในคดีนี้ชัดเจนและหนักแน่นกว่าหลักฐานในคดีก่อนๆ ที่ กกต. มีมติส่งเรื่อง หากมติไม่ส่งเรื่องไปยังศาลก็อาจจะถูกตั้งคำถามถึงมาตรฐานการทำคดี และคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 มี ปัญหาเรื่องความชอบธรรมและเสี่ยงถูกเป็นเครื่องมือในการฟอกขาว
และเห็นว่า กกต.4 ใน 7 คน มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะถูกรับรองโดย สว. ที่อยู่ในสำนวน หากอยากหลุดพ้นข้อหาต้องส่งเรื่องไปยังพิจารณาคดี และปัจจุบันสังคมตั้งคำถามถึงการปฏิบัติหน้าที่ กกต. ว่าตรวจสอบคดีฮั้ว สว. อย่างเต็มที่หรือไม่ หากไม่ส่งเรื่องไปที่ศาลย่อมถูกตั้งคำถามได้ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ปิดตาข้างเดียวหรือรู้เห็นเป็นใจ ซึ่งหลักฐานทั้งหมด จะนำไปสื่อสารกับประชาชน เพื่อชี้เหตุว่าเหตุใดต้องส่งเรื่องไปยังศาล
เมื่อถามว่า ในเมื่อกกต.บอกว่า สามารถนำโพยเข้าไปได้ ซึ่งทางผู้ร้องได้ระบุหรือไม่ว่าพบความผิดปกติอย่างอื่นอีกหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ผู้ร้องได้มีหลักฐานมาสองส่วน คือถ้อยคำที่เคยได้แถลงข่าวไปแล้ว ซึ่งในวันที่มีการเลือกสว.ระดับประเทศ ผู้ร้องได้แจ้งเบาะแสไปยังกกต. และเหมือนว่าเลขาธิการ กกต. ไม่ได้ให้น้ำหนักกับเบาะแสนั้น จึงไม่ได้ดำเนินการต่อ เป็นสิ่งที่เขาให้ด้วยถ้อยคำ
ส่วนหลักฐานชุดที่สองจะเป็นคลิปวิดีโอที่เปิดไป ตนคิดว่าผู้ที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดก็คือ กกต. เพราะการที่กกต. จะบอกว่าผู้สมัครแต่ละคนสามารถจดเลขเพื่อกันลืมได้นั้น คำถามคือแล้วทำไม กกต. จะต้องเก็บโพยไป และ การที่ กกต. เดินเก็บแสดงว่ามันจะต้องมีอะไรบางอย่างที่สุ่มเสี่ยงจะเป็นการทุจริต และไม่ใช่แค่เดินเก็บอย่างเดียว แต่ยังมีกรรมการ กกต. มาตักเตือนแสดงว่า ณ จุดนั้นกกต. ต้องเห็นอะไรบางอย่าง ที่ผิดปกติ หรือสุ่มเสี่ยงในการทุจริต จึงได้มีการเก็บโพย ซึ่งสิ่งที่ผิดปกติในวันนั้นคืออะไร และเมื่อเก็บโพยไปแล้วได้ตรวจสอบต่อหรือไม่ มาจนถึงวันนี้หลักฐานโพยทั้งหมดในวันนั้นอยู่ที่ไหน
เมื่อถามว่า โพยที่พบมีตัวเลขที่เหมือนกันทุกฉบับเลยหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่า ก็ต้องถามกกต. ว่าควรพิจารณาต่อหรือไม่ ส่วนตัวก็มองว่าควรจะเป็นเช่นนั้น โดยตามกฎหมายการเลือก สว. ได้เปิดช่องไว้ ว่าเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งไม่สุจริต กกต. สามารถเรียกประชุม คณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 7 คนและมีมติออกมาได้เลยว่าจะมีการแก้ไขยับยั้ง อย่างไร หรือมีการเลือกใหม่หรือไม่ แต่มาจนถึงวันนี้ก็ชัดเจนว่า กกต. ไม่ได้ทำอะไร และไม่ได้ทำอะไรเพราะอะไร รวมถึงได้มีการตรวจสอบหลักฐานในโพยนั้นเทียบเคียงกับหลักฐานอื่นๆหรือไม่
ส่วนกรณีเรื่องการจองโรงเเรมก่อนวันเลือกตั้ง สว. หากมีการยกข้อโต้แย้งว่า ผู้สมัครฯ ที่มาจากฝั่งประชาชนก็มีการจองโรงแรมในลักษณะเดียวกัน นายพริษฐ์ กล่าวว่าเรา ต้องดำเนินคดีนี้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่ากับใครก็ตาม และต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน สิ่งที่เราเห็นในสำนวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26 คือ หลักฐานหลายประเภทประกอบกัน มีทั้งเรื่องการทำโพยที่มีตัวเลขชุดเดียวกัน ที่ปรากฏอยู่ มีทั้งหลักฐานการนัดหมาย มีหลักฐานทั้งการซื้อตั๋วเครื่องบินให้ เพื่อเดินทางเข้ามาในที่นัดหมาย รวมไปถึงเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับ บุคคลดังกล่าว