เนชั่นทีวี

ข่าว

ต้นเหตุค่าไฟแพง “ทวี” สับเพราะ กกพ.อุ้มปิโตรเคมี อัดรัฐถังแตกเก็บภาษีพลาดเป้า

13 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

ต้นเหตุค่าไฟแพง “ทวี” สับเพราะ กกพ.อุ้มปิโตรเคมี อัดรัฐถังแตกเก็บภาษีพลาดเป้า

ต้นเหตุค่าไฟแพง “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” อภิปรายเดือดกลางสภา สับเพราะ กกพ.อุ้มปิโตรเคมี อัดรัฐถังแตกเก็บภาษีพลาดเป้าแสนล้าน ทำหนี้ท่วมประเทศ

ต้นเหตุค่าไฟแพง “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” อภิปรายเดือดกลางสภา สับเพราะ กกพ.อุ้มปิโตรเคมี อัดรัฐถังแตกเก็บภาษีพลาดเป้าแสนล้าน ทำหนี้ท่วมประเทศ

KEY

POINTS

  • แฉต้นเหตุค่าไฟแพง: พ.ต.อ.ทวี เผยว่า กกพ. จัดสรรก๊าซธรรมชาติราคาต่ำจากอ่าวไทยให้กลุ่มทุนปิโตรเคมี แล้วผลักภาระให้การไฟฟ้าผลิตไฟด้วย LNG นำเข้าที่มีราคาสูง หากนำก๊าซอ่าวไทยกลับมาผลิตไฟ จะช่วยลดค่าไฟให้ประชาชนได้ทันที 52 สตางค์/หน่วย

     
  • สัดส่วนโรงไฟฟ้ารัฐฮวบ: ปัจจุบัน กฟผ. มีสัดส่วนผลิตไฟฟ้าเหลือเพียง 27.51% ขณะที่เอกชนถือครองสูงถึง 72% ซึ่งขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่รัฐต้องถือครองไม่น้อยกว่า 51% ซ้ำร้ายยังมีกำลังผลิตสำรองล้นระบบจากการอนุมัติรับซื้อไฟเพิ่ม

     
  • เศรษฐกิจดิ่ง รัฐเก็บภาษีพลาดเป้า: ตัวเลขงบประมาณปี 2568 ชี้ชัดว่ารัฐบาลขาดดุลรุนแรง เก็บภาษีพลาดเป้า 138,000 ล้านบาท (โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิตพลาดเป้า 57% และภาษีรถยนต์) ซ้ำร้ายยังกู้เงินมาขังไว้ในระบบราชการ แต่อีเอ็มอีและประชาชนกลับไม่มีเงินหมุนเวียน

13 มิถุนายน 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีต รมว.ยุติธรรม ลุกขึ้นอภิปรายอย่างดุเดือดในประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 69 ที่ผ่านมา เพื่อตีแผ่ปัญหาวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจไทย โดยจี้ถามจุดยืน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กรณีจัดสรรก๊าซธรรมชาติอ่าวไทย เอื้อกลุ่มทุนปิโตรเคมี จนทำให้ประชาชนต้องแบกรับค่าไฟแพง พร้อมแฉตัวเลขงบประมาณปี 2568 ที่รัฐบาลถังแตก จัดเก็บรายได้พลาดเป้าไปกว่า 1.3 แสนล้านบาท สะท้อนสภาวะเศรษฐกิจหดตัวขั้นรุนแรง

 

เก็บตกบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 69 ที่ผ่านมา มีรายงานว่า พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีต รมว.ยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ และที่ปรึกษากรรมาธิการและกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 21 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่หนึ่ง) ได้ลุกขึ้นอภิปรายอย่างดุเดือด ในวาระรับทราบรายงานประจำปีงบประมาณ 2566 ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) โดยจี้ถามถึงจุดยืนขององค์กรอิสระแห่งนี้ว่า

 

แท้จริงแล้วทำหน้าที่เพื่อปกป้องความทุกข์ร้อนของประชาชน หรือมีไว้เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กลุ่มทุนพลังงานกันแน่

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีต รมว.ยุติธรรม

 

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ชี้ให้เห็นว่า ความทุกข์สูงสุดของประชาชนในขณะนี้คือ ปัญหาค่าครองชีพ โดยเฉพาะ “ค่าไฟ” และค่าสาธารณูปโภคพื้นฐานที่สูงมาก ในขณะที่เอกชนเจ้าของโรงไฟฟ้า กลับไม่เคยมีรายใดขาดทุน ซ้ำยังเติบโตร่ำรวยจนกลายเป็นเศรษฐีอันดับต้นๆ ของประเทศ

 

“ผมขอตั้งคำถามไปยังคณะกรรมการ กกพ. ว่า วันนี้ท่านยืนอยู่กับใคร? ยืนอยู่เพื่อรับใช้ประชาชน หรือยืนอยู่เพื่อรับใช้นายทุน?” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

 

ประเด็นสำคัญที่ พ.ต.อ.ทวี นำมาตีแผ่ คือ การบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ซึ่งถือเป็นสมบัติที่มีค่าและต้นทุนต่ำ แต่ระบบกลับจัดสรรก๊าซราคาถูกนี้ไปจัดสรรให้อุตสาหกรรม “ปิโตรเคมี” ซึ่งเป็นกิจการของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ระดับโลก ในขณะที่การผลิตกระแสไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อบิลค่าไฟของประชาชน กลับต้องไปพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีราคาสูงกว่ามาก ส่งผลให้ค่าเอฟทีพุ่งสูงและผลักภาระทุกบาททุกสตางค์มาที่ประชาชน

 

“เอกสารรายงานของหน่วยราชการระบุชัดเจนว่า หากเราสามารถนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย กลับมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า แทนที่จะปล่อยให้ปิโตรเคมีเอาไปใช้ เราจะสามารถลดค่าไฟให้พี่น้องประชาชนได้ทันทีถึง 52 สตางค์ต่อหน่วย โดยที่ไม่ต้องไปเหนื่อยปรับโครงสร้างอะไรเลย” 

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีต รมว.ยุติธรรม

 

พ.ต.อ.ทวี ยังได้หยิบยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2566 ซึ่งระบุว่า รัฐต้องดูแลสาธารณูปโภคพื้นฐาน และต้องมีสัดส่วนการถือครองไม่น้อยกว่า 51% แต่ความเป็นจริงในปัจจุบัน สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของรัฐ (กฟผ.) กลับลดลงเหลือเพียง 27.51% โดยปล่อยให้เอกชนถือครองสัดส่วนไปกว่า 72% ซ้ำร้าย กกพ. ยังคงเดินหน้าอนุมัติให้เอกชนสร้างโรงไฟฟ้า และรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นเมกะวัตต์ ทั้งที่ปริมาณไฟฟ้าสำรองของประเทศนั้นล้นระบบอยู่แล้ว ซึ่งเป็นการสร้างภาระผูกพันที่ประชาชนต้องตามจ่าย

 

พ.ต.อ.ทวี ได้เรียกร้องให้ กกพ. และรัฐบาล เร่งปฏิรูปการจัดการพลังงานอย่างเร่งด่วน โดยต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย และคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด และทิ้งท้ายว่า

 

หากระบบยังคงปล่อยให้มีการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนเช่นนี้ต่อไป ประเทศนี้ประชาชนจะเผชิญความยากลำบากอย่างแสนสาหัสเพราะหนี้สิน ในขณะที่คนอีกกลุ่มจะร่ำรวยมหาศาลจากการขูดรีดประชาชน

 

ชี้รัฐจัดเก็บรายได้พลาดเป้าแสนล้าน สะท้อนสภาวะเศรษฐกิจหดตัว แนะทางออก บังคับใช้วินัยการเงินการคลัง

 

พ.ต.อ.ทวี ยังได้อภิปรายในวาระรับทราบรายงานการรับจ่ายเงินงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยได้เปิดตัวเลขการจัดเก็บรายได้และการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลที่สะท้อนถึงวิกฤตเศรษฐกิจ และการขาดวินัยการเงินการคลังอย่างรุนแรง โดยชี้ให้เห็นถึงสภาวะ "การขาดดุลต่อเนื่อง" ของประเทศ โดยเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนว่า รัฐบาลมีรายได้สุทธิเพียง 2.78 ล้านล้านบาท แต่กลับมีรายจ่ายรวมสูงทะลุ 4 ล้านล้านบาท ซึ่งเปรียบเสมือนครอบครัวที่มีรายได้เดือนละ 28,000 บาท แต่ใช้จ่ายถึง 40,000 บาท ทำให้ส่วนที่ขาดหายไปต้องใช้วิธีการ "กู้หนี้ยืมสิน" มาอุดรอยรั่วสูงถึง 754,000 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ ตัวเลขการจัดเก็บรายได้ยังสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวอย่างหนัก โดยรัฐบาลจัดเก็บรายได้พลาดเป้าไปถึง 138,000 ล้านบาท ซึ่งมีนัยสำคัญที่น่าตกใจในหลายมิติ ได้แก่:

 

ภาษีนิติบุคคล พลาดเป้า 39,000 ล้านบาท สะท้อนว่าภาคธุรกิจและร้านค้ามีกำไรลดลงหรือขาดทุนอย่างหนัก

 

ภาษีรถยนต์ พลาดเป้า 19,000 ล้านบาท ชี้ชัดถึงกำลังซื้อของประชาชนที่หดหายไป ไม่มีเงินซื้อทรัพย์สิน

 

ภาษีสรรพสามิต พลาดเป้าถึง 57% คาดการณ์ไว้ 124,000 ล้านบาท แต่เก็บได้จริงเพียง 53,000 ล้านบาท หายไปกว่า 70,000 ล้านบาท

 

ค่าใบอนุญาตคนต่างด้าว หายไปกว่า 70% ตั้งเป้าไว้ 10,000 ล้านบาท แต่เก็บได้เพียง 2,700 ล้านบาท ซึ่ง พ.ต.อ.ทวี ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติของระบบขึ้นทะเบียน และปัญหา "เงินทอน" มูลค่ามหาศาลที่เคยมีการร้องเรียน

 

พ.ต.อ.ทวี ยังแสดงความเป็นห่วงการบริหารจัดการเงินกู้ของรัฐบาลที่พบว่า มีการกู้เงินมา 754,000 ล้านบาท แต่กลับใช้ไม่หมดและต้องเหลื่อมปีงบประมาณไปถึง 300,000 ล้านบาท ทั้งที่เงินกู้มีดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.95% การกู้มาแล้วไม่ได้ใช้กระตุ้นจีดีพีจึงเป็นการผลักภาระหนี้สินให้ประชาชน

 

"งบกระตุ้นเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วงมาก ตั้งไว้ 160,000 ล้านบาท แต่ใช้ไปเพียง 70,000 ล้านบาท อีกกว่า 80,000 ล้านบาทถูกขังไว้ในระบบราชการ ในขณะที่ประชาชนและเอสเอ็มอีไม่มีเงินจะใช้" 

 

ทั้งนี้ พ.ต.อ.ทวี ได้เรียกร้องให้มีการบังคับใช้วินัยการเงินการคลังอย่างเด็ดขาด โดยเสนอว่าหน่วยงานราชการใดที่เบิกเงินกู้ไปแล้ว แต่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ตามเป้าหมายจนเกิดภาระดอกเบี้ย จะต้องมีมาตรการแสดงความรับผิดชอบ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นภาระของประชาชนผู้เสียภาษี 

 

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีต รมว.ยุติธรรม